
การผ่าตัดเข่า ทั้งสองข้างพร้อมกัน ด้วยวิธีการผ่าตัดแบบ MHTO #ขาโก่ง #เข่าโก่ง
ผมเป็นหมอจากพังงา ผมรู้ว่ายังไงก็ต้องผ่าตัดเข่า แต่แค่ต้องผ่าตัดด้วยวิธีไหนเท่านั้นเอง??? ที่ดีที่สุดสำหรับผม สุดท้ายหลังจากหาข้อมูลจากหลายแหล่งหลายหมอ ผมก็เลือกการผ่าทั้งสองข้างพร้อมกันด้วยวิธีการผ่าตัดแบบ MHTO กับหมอสมศักดิ์ที่ชื่อเหมือนผม
I am Dr. Somsak Chokesuchart, MD. A doctor from Pang-nga province. I knew that I had to undertake the knee surgery, I just need to decide which treatment was the BEST solution. Finally, after studying many data and seeing many doctors I came to the conclusion to take the MHTO at the same time on both legs.

คุณยายกระดูกสันหลังยุบ เจ็บรุนแรงจนเดินแทบไม่ได้
คุณยายวาสน์อายุ 65 ปี มีอาการเจ็บหลังมา 2 ปี
แต่มาเจ็บรุนแรง จนเดินแทบไม่ได้ คุณยายมีอาการกระดูกสันหลังยุบ……
คุณหมอใช้วิธี KYPHOPLASTY คือ การฉีดซีเมนต์และใส่บอลลูนรักษาการรักษากระดูกสันหลังโดยไม่ต้องผ่าตัด
และรักษาสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ทำช่วงเช้า มีแผลผิวหนังเล็กน้อยที่หลังประมาณ 2-3 มม.เย็บเพียง1เข็ม
….พยาบาลรายงานว่า สองทุ่มคนไข้ก็ลุกขึ้นนั่งได้เองแล้ว”

ขาขวาผมสั้นกว่าขาซ้าย ทำให้สะโพกเอียง ยังมีวิธีแก้ไขเป็นวิธีที่ง่ายกว่าที่คิด
ผม ณ ณภัทร อายุ 26 ปี เริ่มมีอาการกระดูกสันหลังเบี้ยว และปวดเข่าข้างขวา ก็เริ่มคิดว่าต้องรักษาอย่างจริงจังครับ เมื่อมาหาคุณหมอก็พบว่า ขาข้างขวาของผมสั้นกว่าขาข้างซ้ายเลยทำให้สะโพกเอียง หลังคด และ เวลาเดินจะสังเกตุได้ว่าไหล่ตก…เป็นผลต่อเนื่องกันไปครับ… คุณหมอมีวิธีแก้ไขให้ผม เป็นวิธีที่ง่ายกว่าที่คิดครับ…ซึ่งผมรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงได้อย่างชัดเจนเลยครับ

ปวดหลังร้าวลงขา เดินนานไม่ได้ ต้องนั่งทุกๆ 15 นาที !!!
การผ่าตัดกระดูกสันหลังในคนสูงอายุ แบบชนิดกระทบกระเทือนเนื้อเยื่อน้อย ผ่านการกรอ กระดูกงอกออกโดยไม่ต้องใส่สกรูโลหะ
คุณไพบูลย์ อายุ 52ปี มีคุณแม่ อายุ77ปีที่มีอาการปวดหลังเรื้อรังมานาน โดยอาการปวดหลังร้าวลงขาของคุณแม่มีมานานถึง 6-7 ปี แต่มามีอาการปวดหนักๆ 2-3 ปีหลัง จนตอนนี้เดินไกล แค่เพียง10ก้าวก็ไม่ไหว เพราะปวดมาก ปวดร้าวชาถึงขา จนต้องนั่งทุกๆ 15 นาทีที่พยายามฝืนเดินเต็มที่ แม้จะทานยามาสารพัดจนจะเป็นเภสัชเองได้แล้วอาการก็ไม่ดีขึ้นเลย ไม่รู้จะรักษาด้วยวิธีไหนแล้ว ไปหาหมอมาทุกที่ ที่ไหนว่ารักษาดีก็ไป แต่ก็ไม่ได้ผล “ดิฉันอยากให้คุณแม่ผ่าตัดเพื่อให้หายอาการปวดเสียที ไปเจอหมอหลายคนที่รักษาโดยให้แต่ทานยา พอขอให้ผ่าตัดคุณแม่ หมอก็บ่ายเบี่ยงมาโดยตลอด หมอท่านนึงบอกว่าไม่สามารถผ่าให้ได้เพราะมีโควิดช่วงนี้” แต่อย่างไรก็ดี ปัญหาใหญ่ของการรักษา คือคุณแม่ไม่ยอมผ่าตัด เพราะเห็นเพื่อนที่ผ่าตัดแล้วไม่ดีขึ้น ยังปวดอยู่ …แต่คุณแม่โชคดีที่ สุดท้ายมาเจอคุณหมอสมศักดิ์ ตามที่ญาติคนนึงแนะนำมา จับรถจากต่างจังหวัดขึ้นมาพร้อมแม่ ….คุณหมอซักประวัติคุณแม่อย่างละเอียด ถามแม้กระทั่งว่าคุณแม่เคยถึงกับทานยาทัมใจเพื่อบรรเทาปวดมาใช่มั้ย คุณแม่ถูกใจคุณหมอมาก ว่ารู้ได้ไงและซักประวัตินานและตรวจละเอียดมากเลยตกลงใจผ่าตัดอย่าง่ายดาย เพราะคุณหมออธิบายหลายอย่าง บอกธรรมดากระดูกงอกกดทับเส้นประสาทปล้องเดียวก็แย่แล้ว ของคุณแม่มีกระดูกงอกทับเส้นประสาทที่เอว สามสี่ปล้องติดกันทั้งซ้ายและขวา …โดยจะผ่าตัดด้วยวิธีการผ่าตัดกระทบกระเทือนเนื้อเยื่อน้อย ใช้การกรอกระดูกงอกที่ทับเส้นประสาทหลังออกเท่าที่จำเป็นออกบางส่วนเท่านั้น ไม่กระทบโครงสร้างหลักไม่ต้องใส่สกรูโลหะยึด… ไม่ต้องเสี่ยงปวดหลังเรื้อรัง “โดยหลังผ่าตัดจะให้คุณแม่กลับเดินได้ ในวันที่สาม …1อาทิตย์ผ่านไปคุณแม่แข็งแรงมาก เดินได้ไกลขึ้นมากเลยค่ะ”

ปวดหลังลามไปที่นิ้วเท้า รู้สึกชาทั้งวันทั้งคืน เพราะเกิดจากหมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาท
คุณนพพร กลีบบัว อายุ 54 ปี เริ่มจากปวดหลัง จากท้องขาก็ไปที่ข้างน่อง ข้างน่องเสร็จก็ลามไปที่นิ้วก้อย ชาอยู่อย่างนั้น ชาทั้งวันทั้งคืน เพราะเกิดจากหมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาท เป็นก้อนใหญ่มาก… ทนอยู่ประมาณ 6 เดือน โดยที่ฟังคนนั้นบอกทีคนนี้บอกทีด้วยความหวังดี ให้ไปกายภาพ กายภาพมาหมดแล้วทุกที่ ไม่เวิร์คเลย… แล้วก็ทรมาน รวมทั้งทานยาที่ว่าแรงแล้ว แต่เหมือนกินขนมเลย ก็ไม่ไหวแล้ว รู้สึกตัวเองอาจจะตายด้วยอย่างอื่นแทนมากกว่า… เคยผ่าตัดหมอนรองกระดูกมาแล้ว 2 ครั้ง 2 รูปแบบเลย ทั้งผ่าเปิดสันหลังและผ่าตัดส่องกล้อง แต่อาการไม่ดีขึ้นเลย เริ่มรุนแรงขึ้นขนาดลุกจากที่นอนไม่ได้เลย… ตัดสินใจไปหาคุณหมอที่รพ.เอกชนที่หนึ่ง คุณหมอท่านนั้นก็ลงความเห็นว่าต้องผ่าตัดอีกรอบ แต่ไม่รับรองผล เพราะผ่ามา 2 รอบ ดิฉันไม่อยากผ่าตัดอีกแล้ว ก็เลยอยากหาความเห็นจากหมอท่านอื่นที่แตกต่างบ้าง… สุดท้ายเจอเพื่อนรักแนะนำคุณหมอสมศักดิ์ เหล่าวัฒนา เพราะรักษาทั้งบ้าน จึงตัดสินใจไปพบคุณหมอ และได้ฟังประโยคที่เป็นจุดประกายดิฉันมากคือ คุณหมอบอกว่า “ โอเค อันนี้ไม่ต้องผ่าตัดก็ได้ !!! ” แต่ที่ดิฉันแปลกใจมากกว่านั้นคือ ด้วยวิธียกขาวันละ 150 วินาทีแค่นั้นจะได้หรือ…?!!! ก็ได้แค่คิด แต่อยากลองดู ไม่มีอะไรเสียหาย อาจจะเป็นอะไรใหม่ๆที่เราไม่เคยรู้มาก่อน เพื่อนหายได้ทั้งครอบครัว เราก็คงหายได้ สุดท้ายมันเวิร์คค่ะ ไม่ต้องผ่าตัด และที่ไม่น่าเชื่อคือ หมอนรองกระดูกที่เคลื่อนทับเส้นประสาท ก้อนดำๆก้อนนั้นมันหายไปเลย !!!!!

นวัตกรรมใหม่สำหรับแผ่นรองฝ่าเท้าปรับโครงสร้าง
ผม เทศน์ ไมรอน อายุ 16 ปี คุณพ่อสังเหตุเห็นว่าเวลาก้มหลังกระดูกโค้งผิดปกติ มาพบหมอพบว่า ขาทั้งสองข้างสั้นยาวไม่เท่ากัน 1เซนติเมตร ซึ่งอาจจะส่งผลต่อโครงสร้างในอนาคต อาจทำให่เกิดโรคทางกระดูกสันหลังที่ต้องพึ่งการรักษาแบบผ่าตัด ผมจึงถามคุณหมอว่า “มีวิธีไหนที่ช่วยรักษาปัญหาของผมได้โดยลดโอกาสทีาจะถูกผ่าตัดในอนาคต “ คุณหมอตอบว่า “ มีสิ แต่เป็นเรื่องใหม่ที่ผมไม่เคยรู้มาก่อนในชีวิตเลย…” สุดท้ายวิธีของคุณหมอก็ช่วยแก้ปัญหาของผมได้จริงๆ

ลูกมีเสียงก๊อกแก๊กในเข่า แก้โดยแค่ใส่แผ่นรองฝ่าเท้าปรับโครงสร้าง
ลูกมีเสียงก๊อกแก๊กในเข่า แก้โดย ” ปรับ Body Posture ” เพื่อให้โครงสร้างเป็นปกติมากขึ้น ซึ่งถือเป็นศาสตร์ใหม่สำหรับผมเองที่เป็นหมอก็ตาม…

ปัญหาของผมคือ เข่า ที่เป็นสาเหตุของการปวดหลัง !!
ผมอายุ 33 ปี ปวดหลังมาเป็น 10ปี แล้ว จนวันนึงผมยืนไม่ไหวแล้ว ล้มทั้งยืน จึงมาหาคุณหมอและผมก็แปลกใจมาก เมื่อเปิดประตูห้อง เพื่อเข้าพบหมอ ยังไม่ได้คุยกับหมอเลย คุณหมอก็บอกกับผมว่า “ปัญหาของคุณอยู่ที่เข่า” ผมก็บอกคุณหมอว่าผมปวดหลังไม่ใช่ปวดเข่า!!! สุดท้ายผมก็เข้าใจ หลังจากทำ X-Ray โครงสร้างพบว่า ” ปัญหาของเข่าผมคือสาเหตุของการปวดหลัง!! ” หรือเรียกง่ายๆว่า ผมเป็นเข่าโก่งนั่นเอง และรับการผ่าตัดเข่าทั้งสองข้างพร้อมกันโดยพิธีวิเศษแบบ MHTO “ผมดีใจที่หายปวดหลังแล้ว และเข่าก็ยังเป็นเข่าของผมเองไม่ใช่เข่าเทียม”

ตัวอย่างคนไข้ที่สั่งตัดรองเท้าและแผ่นรองฝ่าเท้าปรับโครงสร้าง
ขอขอบคุณคนไข้ทุกท่านที่ไว้ใจให้เราดูแลโครงสร้างร่างกายของท่าน
ด้วย รองเท้าและแผ่นรองฝ่าเท้าปรับโครงสร้างเฉพาะบุคคล

Imported Healthy Shoes From Germany
รองเท้าสุขภาพนำเข้าจากประเทศเยอรมัน
สามารถเปลี่ยนแผ่นรองฝ่าเท้าเฉพาะบุคคลได้
รองเท้าสำหรับคนเป็นโรคเบาหวานหรือท่านที่ไม่ได้เป็นเบาหวานแต่ต้องการรองเท้ามีความนุ่มพิเศษ

ผ่าตัดหลังทางเลือกสุดท้าย ที่อาจต้องเลือก…ในวันนี้
ผ่าตัดหลัง ทางเลือกสุดท้ายที่อาจต้องเ ลือก…ในวันนี้

ช่องไขประสาทของผู้ป่วยหญิง
การรักษาด้วยวิธีอื่นอาจ
.. Surgery is the last choice..


ยากสามประการ กับหนึ่งโรคกระดูกสันหลัง
ยาก สาม ประการ กับหนึ่งโรคกระดูกสันหลัง
ตอนที่หนึ่ง
โรคกระดูกสันหลังคด และตีบ ทับเส้นประสาทรุนแรงในคนสูงอายุ เกิดขึ้นได้บ่อยๆ ในกรณีที่จำเป็นต้องรักษาโดยการผ่าตัด ก็ต้องมีข้อบ่งชี้ที่แน่นอนว่า จำเป็นจริงๆ โรคนี้ถือว่า เป็นโรคที่ผ่าตัดยากที่สุดโรคหนึ่งในบรรดาโรคกระดูกหลังทั่วๆไป เปรียบเทียบกันอย่างนี้
เปรียบเทียบกันอย่างนี้
ถ้าผ่าตัดหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อนทับเส้นประสาทแผลเล็กแบบ M Disectomy ที่ทำแผลเล็ก ซึ่งย่อมยากกว่าวิธีผ่าตัดแผลกว้างธรรมดาทั่วๆไป จะมีการผ่าหลังเปิดเข้าไปในช่องไขประสาท แค่ปล้องเดียว แถมเปิดครึ่งเดียว ซ้ายหรือขวา ขึ้นอยู่กับอาการว่า กดเส้นประสาทฝั่งไหน เพราะส่วนกดข้างเดียว แต่.. การเปิดผ่าตัดโรคกระดูกสันหลังคดและตีบทับเส้นประสาท ต้องผ่ายาวทีเดียว 3-4 ปล้อง และเปิดทั้งซ้ายและขวา 6-8 เท่า ของการเปิดผ่าตัดหมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาทกันเลยทีเดียว
ยากประการที่สอง คือในการผ่าตัดหลัง คนเราต้องนอนคว่ำเป็นเรื่องปกติ ซึ่งทั่วไป กระดูกสันหลังก็จะตรง ผ่าง่ายไม่ต้องจินตนาการมาก แต่การผ่าในโรคนี้ ชื่อ ก็บอกอยู่แล้ว รูปร่างกระดูกสันหลังมีความผิดเพี้ยนไปมาก ทั้งคดและหมุนเอียง ไม่อยู่ตรงกลางหลัง และช่องทางเข้าก็แคบ ตีบ เอาเครื่องมือซึ่งส่วนใหญ่เป็นโลหะแข็งเข้าไปแทบไม่ถึง และยังต้องจินตนาการดีๆ ไม่งั้น แม้แต่หมอผู้มีประสบการณ์สูงก็อาจจะหลงทางเข้าป่าไปได้
ถึงแม้ว่าโรคนี้ มันมักแอบเกิดขึ้นตั้งแต่คนเรามีอายุน้อยๆ แต่มีโครงสร้างร่างกายไม่สมดุลอยู่ มีหลังที่แอบเอียงนิดหน่อย ขาสั้นยาวไม่เท่ากัน กล้ามเนื้อหลังชั้นในไม่แข็งแรง แต่ยังคงเล่นกีฬาและใช้งานหนักตอนหนุ่มสาวได้ โดยนึกว่าไม่มีอะไร พออายุมากขึ้น เริ่มสะสมความเสื่อมที่กระดูกสันหลัง แต่เป็นความเสื่อมที่เกิดขึ้นในขณะที่กระดูกสันหลังเอียงไม่เท่ากัน ทำให้มีการทรุดตัวไม่เท่ากัน มีกระดูกงอกไปดันข้อต่อกระดูกสันหลังไม่เท่ากัน เกิดการเอียงมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นปัญหาสะสมจนสุดท้ายไปทับ หนีบถุงประสาทหลังจนสุดท้าย ก็ยากที่จะไม่ผ่าตัด เพราะผู้สูงอายุคนนั้น จะเริ่มเดินๆนั่งๆ ปวดแก้มก้นร้าวลงน่องสองข้าง ระยะทางที่เดินทีเดียวเริ่มหดสั้นลง กลางคืนเริ่มตื่นมาปวดขา หลังต่ำๆจนนอนก็ไม่ได้ เดินก็ไปไม่ไหวนั่นคือ ความยากประการที่สาม ครับ
ยากประการที่สาม คือส่วนใหญ่โรคนี้พอถึงเวลาที่จำเป็นต้องผ่าตัดรักษาก็มักจะล่วงเลย จนกลายเป็นคนสูงอายุแล้ว สูงอายุแบบไม่ใช่ที่หนังสือพิมพ์ลงข่าว ว่าลุงอายุ 50 ยาย อายุ 48ปี นะครับ แต่เป็นสูงอายุจริงๆเช่นรายนี้ครับ อายุ 77 ปี ความยากสามประการนี้ แก้ไขง่ายนิดเดียว คือ…รอ
รอ…อ่านตอนที่สองครับ ที่นี่…เร็วๆนี้..
Dr.S

Preview: …หนึ่งในการทำให้สามปัญหาหมดลง คือ รูปภาพตรงกลางที่ผมบรรจงวาด อย่างรวดเร็วภายใน ช่วงเวลาที่รอ พยาบาลเชิญคนไข้ คนถัดมา คนตรวจ..

ท่านออกกำลังกายผิดวิธีหรือเปล่า?
โดยทั่วไปแล้ว การออกกำลังกายมีประโยชน์ต่อร่างกายมาก ตามที่เรารู้อยู่แล้วครับ แต่บางครั้งการออกกำลังกายที่ไม่เหมาะสมบางอย่าง เช่น การออกกำลังกายที่มากเกินไป (Over Training Excercise) ก็อาจจะเกิดผลเสีย เกิดโทษต่อร่างกายได้อย่างมาก และส่งผลเสียเรื้อรังอย่างคาดไม่ถึง ทำให้แทนที่จะได้ประโยชน์คือร่างกายแข็งแรงขึ้นกลับต้องเสียเวลาในการรักษา พักและฟื้นฟูร่างกาย ก่อนจะกลับมาแข็งแรงได้เหมือนอย่างเดิม
มีโรคอยู่หลายโรคที่เกิดจากการออกกำลังกายโดยการเล่นกีฬาอย่างผิดวิธี ตัวอย่างเช่น ในเรื่องของการเกิดหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน (Herniated Disc) กดทับเส้นประสาทที่ลงมาเลี้ยงหลังและขา จะทำให้ผู้ป่วยต้องปวดหลังร้าวลงขาเรื้อรัง มีอาการชาที่น่อง ต้องเสียเวลารักษาอยู่ หลายเดือนเเละบางคนก็อาจจะไม่ประสบความสำเร็จในการรักษาแบบไม่ผ่าตัด มีปัจจัยในการเล่นกีฬาบางประเภท ที่เป็นตัวกระตุ้นทำให้เกิดภาวะหมอนรองกระดูกเคลื่อนง่ายกว่าปกติ ถึงตรงนี้บางคนอาจจะเข้าใจผิดคิดว่า ต้องเป็นกีฬาที่มีการเล่นที่รุนแรงและหนักหน่วงเท่านั้นเช่น การเล่นรักบี้หรืออเมริกันฟุตบอล ที่ทำให้กระตุ้นทำให้เกิด แต่ความจริงแล้วกลับไม่ใช่เรื่องของการเล่นกีฬาหนักๆเท่านั้น เพราะแม้แต่กีฬาเบาๆอย่าง กีฬากอล์ฟ ก็สามารถกระตุ้นทำให้เกิดโรคนี้ได้บ่อยๆ หรือเรื่องการขาดของเอ็นไขว้หน้า (Anterior Cruciate Ligament) ที่อยู่ภายในหัวเข่าของเรา ก็อาจจะเกิดจากเล่นกีฬาที่ไม่ได้ใช้ความรุนแรงมากนักเช่นกัน อย่างแบดบินตัน หรือ เทนนิส ที่นักกีฬาต้องวิ่งเข้า วิ่งออกไปรับลูกที่คู่ต่อสู้ตีโยกมาอย่างรวดเร็ว และบางครั้งมีการลื่นไถล มีการหยุดตัวกระทันหัน เอ็นไขว้หน้าที่ข้อเข่าจะต้องรับแรงกระชากอย่างมากสุดที่บางครั้งจะทนได้ จนเกิดการขาดขึ้นมา แต่ถ้าเรามีการเตรียมความพร้อม ของร่างกายไม่ดี ก็อาจจะไม่เกิดการขาดของเอ็นเส้นนี้ได้ ถ้าไม่ใช่ในเรื่องของความรุนแรงจากการเล่นกีฬา แล้วอะไรที่เป็นปัจจัยสำคัญต่อการบาดเจ็บเหล่านี้
ปัจจัยสำคัญอย่างแรก คือ การเตรียมความพร้อมของกล้ามเนื้อที่จะใช้เล่นกีฬาแต่ละชนิดไม่ดีพอ ถ้าจะเปรียบเทียบไป เส้นใยของกล้ามเนื้อคนเรานั้น ก็เหมือนกับหนังยาง ที่สามารถที่จะยืด หรือ หดตัวได้อย่างมาก แต่เมื่อเรามีอายุที่มากขึ้น หรือมีความถี่ในการเล่นกีฬา ของเราน้อยลง เส้นใยกล้ามเนื่อพวกนี้ ก็จะลดทอนคุณสมบัติความสามารถการยืดหดตัวลงไป ยิ่งถ้าไม่มีการเล่นกีฬาอย่างสม่ำเสมอด้วยแล้วละก็ ความแข็งแรงก็จะหดหายไปด้วย ทำให้เกิดโอกาสฉีกขาดของกล้ามเนื้อได้ง่ายกว่าเดิม โดยเฉพาะในกีฬาที่ ต้องมีการเคลื่อนไหวร่างกาย อย่างรวดเร็ว การเกิดการฉีกขาดของกล้ามเนื้อ นั้นก็มักจะเกิดขึ้นในตำแหน่งเดิมซ้ำๆครับ เนื่องจากจุดที่ขาดก็มักจะอ่อนแอมากว่าจุดอื่น ทำให้มีการอักเสบเรื้อรัง ถ้าเป็นกล้ามเนื้อที่ต้องใช้ในการเล่นกีฬาด้วยแล้วละก็จะทำให้ความสามารถในการเล่นกีฬาของคนคนนั้นด้อยลดถอยลงไปอย่างน่าใจหาย การเตรียมความพร้อม หรือการอุ่นเครื่อง จะต้องมีการ ศึกษาและเรียนรู้นะครับ ว่า เราจะต้องอุ่นเครื่องแบบไหน ถึงจะเหมาะสมกับชนิดของกีฬาที่เราเล่นอยู่ หรืออุ่นเครื่องที่กล้ามเนื้อมัดไหนก่อน และต้องทำอย่างไร ประการที่สอง คือ การเล่นกีฬาหลายชนิดนั้น ต้องอาศัยความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเป็นตัวช่วยในยามว่างที่เราพักการเล่นกีฬา เราจะต้องมีการฝึกฝน บริหารกล้ามเนื้อในส่วนนั้นให้แข็งแรงอยู่เสมอ ตัวอย่างเช่น การตีกอล์ฟ ต้องใช้กล้ามเนื้อสะบักหลัง ต้นแขนและข้อศอกอย่างมากในการตี ถ้ามีจุดหนึ่งจุดใดที่อ่อนแอ ก็จะเกิดการฉีกขาดของกล้ามเนื้อ และอาจจะเกิดแผลเป็น หรือพังผืดเกาะอยู่ทำให้เล่นกีฬาไม่มีความสุข และลดทอนความสามารถในการเล่นกีฬาไป ประการที่สาม คือ เรื่องของวัย ในขณะที่เรายังอยู่ในวัยหนุ่มสาวนั้น เราอาจจะเล่นกีฬาที่หนักหน่วงและใช้ความว่องไวได้ โดยไม่ค่อยจะมีผลต่อข้อต่อของเรามากนัก แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงวัยกลางคน การเลือกเล่นกีฬาที่ผิดประเภท อาจทำให้ข้อเข่าเกิดการสึกหรอ และเป็นข้อเข่าเสื่อมก่อนวัย ซึ่งจะมีผลทำให้มีความลำบากการดำเนินชีวิตในบั้นปลาย ไม่สามารถเดินทางไปเที่ยวไกลได้ ทั้งที่มีความพร้อมทุกอย่างยกเว้นร่างกายที่สึกหรอไปก่อน อย่างไรก็ตาม การเล่นกีฬาก็ยังมีประโยชน์ ขอให้ยึดหลักการทั้งสามข้อนี้ไปใช้ ท่านก็จะมีโอกาสบาดเจ็บจากการเล่นกีฬาน้อยลง

ความอ้วนกับข้อเข่าเสื่อม
โรคข้อเข่าเสื่อม เป็นโรคที่ผิวข้อกระดูกอ่อนเกิดการสึกหรอ สึกกร่อน เกิดอาการอักเสบ ปวด บวม เเดงร้อนที่ข้อเข่า เข่าโก่ง สุดท้ายจะเจ็บเข่ามาก จนเดินไม่ได้ เราพบว่า โรคข้อเข่าเสื่อม นั้น มีปัจจัย มากมายหลายอย่างที่กระตุ้น ทำให้เป็น โรคนี้เร็วขึ้น เเละมากขึ้น หนึ่งในนั้นที่คนไทยมีกันมาก ก็คือ ความอ้วนครับ มีการวัดค่าความอ้วนได้หลายอย่าง ซึ่งผมคงไม่ต้องบอกนะครับว่า อย่างไรถึงจะเรียกว่า อ้วน คุณน่าจะเป็นคนที่รู้ดีที่สุด มีข้อมูลที่น่าสนใจมากเกี่ยวกับความอ้วนหลายอย่าง โดยเฉพาะความอ้วนที่เกี่ยวข้องกับโรคข้อเข่าเสื่อม

โรคข้อเข่าเสื่อม เป็นโรคที่ผิวข้อกระดูกอ่อนเกิดการสึกหรอ สึกกร่อน เกิดอาการอักเสบ ปวด บวม เเดงร้อนที่ข้อเข่า เข่าโก่ง สุดท้ายจะเจ็บเข่ามาก จนเดินไม่ได้ เราพบว่า โรคข้อเข่าเสื่อม นั้น มีปัจจัย มากมายหลายอย่างที่กระตุ้น ทำให้เป็นโรคนี้เร็วขึ้น เเละมากขึ้น หนึ่งในนั้นที่คนไทยมีกันมาก ก็คือ “ความอ้วน”
มีการวัดค่าความอ้วนได้หลายอย่าง ซึ่งผมคงไม่ต้องบอกนะครับว่า อย่างไรถึงจะเรียกว่า อ้วน คุณน่าจะเป็นคนที่รู้ดีที่สุด มีข้อมูลที่น่าสนใจมากเกี่ยวกับความอ้วนหลายอย่าง โดยเฉพาะความอ้วนที่เกี่ยวข้องกับโรคข้อเข่าเสื่อม
ความอ้วนถูกจัดให้เป็นปัจจัยหนึ่งที่โดดเด่นที่ก่อให้โรคข้อเข่าเสื่อม โดยเฉพาะในเพศหญิง ถ้ามีน้ำหนักตัวเกินด้วยเเล้วทำให้มีโอกาสเกิดโรคนี้ถึง 9 เท่า ความอ้วนนอกจากจะเป็นตัวเร่งให้เกิดข้อเข่าเสื่อมเร็วขึ้นในวัยหนุ่มสาวเล้ว ยังทำให้โรคลุกลามได้ไวมากขึ้น เเละยังมีผลทำให้ผลของการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมไม่ดีเท่าคนน้ำหนักปกติ
ในสมัยก่อน เราอาจจะเข้าใจว่า สาเหตุของความอ้วนไม่ใช่อยู่ที่พฤติกรรมการทานอาหารที่ผิดปกติเท่านั้น เเต่ในปัจจุบันเราค้นพบว่า เกิดจากการถ่ายทอดตามกรรมพันธุ์เสียด้วย โดยเฉพาะมีมากกว่า 400 ยีนส์เลยทีเดียวครับ เเต่เป็นที่ยืนยันเเล้วว่า ยีนส์เหล่านี้ไม่ได้ทำให้เป็นโรคข้อเข่าเสื่อมมากขึ้นครับ
เวลาเดินในเเต่ละก้าว จะมีเเรงที่มากดที่ข้อเข่าของคนอ้วนมากกว่าคนไม่อ้วนครับ นอกจากนั้นบางคนยังเชื่อว่า ข้อเข่าที่มีเนื้อเยื่อไขมันมากๆ จะล้นไปกดเเละทำลายผิวกระดุกอ่อนที่อยู่ใกล้ๆ กัน ทำให้ไปเร่งในการเป็นข้อเข่าเสื่อมเร็วขึ้น
เมื่อความอ้วนทำให้เป็นข้อเข่าเสื่อมเร็วขึ้น ก็มีนักวิทยาศาสตร์คิดในทางตรงกันข้ามครับ ว่าถ้าเราลดน้ำหนักลงจะทำให้ข้อเข่าเสื่อมดีขึ้น หรือไม่ ในปี 1997 มีนักวิทยาศาสตร์วิจัย เเเละพบว่า สำหรับเพศหญิงที่มีความสูงตามปกติทั่วไป ทุกๆ น้ำหนักตัวที่หายไป 11 ปอนด์ หรือประมาณ 5 กิโล ความเสี่ยงในการเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมจะหายไปมากว่า 50% ทีเดียวครับ นอกจากนั้นยังพบว่า การลดน้ำหนักเพียงอย่างเดียว จะสามารถลดอาการปวดข้อเข่าได้ โดยไม่ต้องทานยาเเก้อักเสบที่มีผลข้างเคียง
ทุกๆ น้ำหนักตัวที่ลดลง 1 กิโล จะไปลดน้ำหนักที่กดลงบนข้อเข่า 4 กิโลในเเต่ละก้าวที่เราก้าวเดินครับ หรือลดลง 3000 กิโลกรัม ต่อการเดินไกล 1 กิโลเมตร ในเเต่ละวัน คนเราอาจจะเดินถึงวันละ 1.5 กิโลเมตร นั่นก็หมายความว่า จะมีการลดเเรงกระเเทกที่หัวเข่าอย่างมากมายมหาศาลในคนที่สามารถลดน้ำหนัดลงเเค่ 1 กิโลกรัม
เเต่ในบางคนที่ลดน้ำหนักไม่ได้ ก้ไม่ต้องกลุ้มใจครับ เเต่ให้ใช้วิธีการควบคุม น้ำหนักตัวเเทน โดยพยายามควบคุม น้ำหนักตัวเเทนไม่ให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นในเเต่ละปีครับ ส่วนคนที่น้ำหนักตัวเกินมาก เเละไม่สามารถลอน้ำหนักลงได้ ก็จำเป็นต้องเเก้ไข ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ที่มีอยู่มากมายหลายข้อทดเเทนกัน
ตัวอย่างเช่น นักกีฬาซูโม่ ของญี่ปุ่น มีน้ำหนักมากมาย หลายร้อยกิโล เวลาป่วยเป็นโรคเเต่ละครั้ง ก็จะไปพบเเพทย์ที่โรงพยาบาลที่ทางประเทศญี่ปุ่นจัดไว้ให้ โดยเฉพาะที่คนทั่วไป ไม่มีสิทธิในการเข้าไปรักษา มีการรวบรวมสถิติทางการเเพทย์ เกี่ยวกับความเจ็บป่วยของนักกีฬาซูโม่ ว่าเกี่ยวข้องกันกับน้ำหนักตัวที่มากมายมหาศาลหรือไม่ พบข้อมูลที่น่าสนใจหลายเรื่องครับ เช่น น้ำหนักตัวที่มากมายของซูโม่ ไม่ได้ทำให้ ประชากรซูโม่นั้นมีโอกาสเป็นข้อเข่าเสื่อม มากกว่า คนทั่วไป ทำไมถึงเป็นเช่นนั้นครับ เพราะข้อมูลส่วนอื่นๆ ทั่วไป ล้วนบ่งชี้ว่า ความอ้วนนั้นเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดโรคข้อเข่าเสื่อมมากขึ้น
เหตุผลที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะว่า ถึงเเม้ซูโม่ จะมีน้ำหนักตัวมากกว่าคนปกติ เเต่กล้ามเนื่อข้อเข่าของซูโม่ ก็เเข็งเเรงมากกว่า คนปกติหลายเท่าด้วย กล้ามเนื้อที่เเข็งเเรงนี้ จึงไปชดเชยปัจจัยด้อยของน้ำหนักตัวที่มากเกิน ส่งผลทำให้ ไม่เป็นโรคข้อเข่าเสื่อมมากกว่าคนปกติ
ถ้าท่านมีกล้ามเนื้อรอบหัวเข่าไม่เเข็งเเรง เเล้วยังคงตามใจปาก ปล่อยเนื้อปล่อยตัว ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นทุกปี ท่านก็อาจจะเป็นคนหนึ่งครับ ที่ต้องเสียเวลาในชีวิตเหลืออยู่ ต่อสู้กับโรคข้อเข่าเสื่อมที่มาเร็วกว่าคนปกติ โดยสุดท้ายก็อาจจะต้องถูกผ่าตัดเปลี่ยนข้อเทียมโดยที่ไม่ทันตั้งตัว
สบายกายคลายปวดเข่าครับ

การวิ่งออกกำลังกาย ทำให้เข่าเสื่อมจริงหรือ
การวิ่งออกกำลังกาย ทำให้เข่าเสื่อมจริงหรือ?
มีคำพูดหนึ่งในนวนิยายจีนโบราณของนักเเต่งชื่อก้องในโลกของวรรณกรรมจีนกำลังภายใน นาม โก้วเล้ง ที่กล่าวเอาไว้ว่า “จริงคือเท็จ เท็จคือจริง” ที่ผมคิดว่า เป็นคำที่เหมาะสมเป็นอย่างยิ่งที่จะนำมาเปิดประเด็น ตอนต้นในหัวข้อที่เราจะพูดถึงในวันนี้ครับ
ในสมัยก่อน เมื่อมีการเก็บบันทึกสาเหตุการตายของประชากรในไทยพบว่า โรคหัวใจนั้น มาเป็นอันดับหนึ่ง ทั้งที่ความจริงอาจจะไม่ใช่สาเหตุอันดับหนึ่งที่ทำให้คนไทยเสียชีวิตจริงๆหรอกครับ เพราะอะไร รู้เเล้วอย่าแปลกใจนะครับ เหตุผลที่ทำให้โรคหัวใจเป็นผู้ร้ายอันดับหนึ่งในสมัยนั้น ก็คุณหมอนี่เเหละเป็นตัวต้นเหตุ เพราะเมื่อมีผู้ป่วยเสียชีวิตในโรงพยาบาล อาจจะจากโรคบางอย่างที่ไม่เกี่ยวกับหัวใจเลย เช่น โรคหอบหืด โรคมะเร็ง อุบัติเหตุ หมอจะบันทึกลงไปในช่อง สาเหตุการตายว่า เกิดจากภาวะหัวใจล้มเหลวไม่ทำงาน นักสถิติที่รวบรวมไม่ได้ดูสาเหตุที่เเท้จริงว่า ทำไมหัวใจดวงน้อยๆถึงไม่ยอมเต้น ก็ตกใจว่า คนไทยตายจากโรคหัวใจกันมาก ผลก็คือทำให้ผู้คนในสมัยนั้นกลัวโรคนี้ขึ้นสมอง พยายามหาหนทางเเก้ไขเเละป้องกันกันอย่างเต็มที่ครับ มีการออกข่าวคึกโครม ถึงวิธีการปฏิบัติที่จะทำให้หลีกห่างจากโรคนี้มากมาย

หนึ่งในนั้น คือการบริหารเเบบเเอโรบิค โดยการวิ่ง วัตถุประสงค์ การออกกำลังกายชนิดนี้ คือการกระตุ้นให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น 80% ของความสามารถที่หัวใจคนนั้นจะเต้นได้ ให้เต้นอยู่อย่างนี้นาน ประมาณ 15-20 นาที นัยว่าสามารถลดปริมาณไขมันตัวร้าย พวกคลอเรสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ เเละเพิ่มปริมาณไขมันตัวดี เอชคลอเรสเตอรอล ลดโอกาสการอุดตันเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ ที่ทำให้คนเป็นโรคหัวใจ
ปรากฎว่า มีการโหมโรง โฆษณาชวนเชื่อ ให้คนไทยวิ่งกันอย่างมากมายทุกวัน เเต่กลับพบว่า คนที่อายุประมาณ 40 ปีขึ้นไป ไปพบเเพทย์ด้วยอาการที่ไม่เกี่ยวกับโรคหัวใจมากขึ้นครับ นั่นคืออาการปวดเข่า เข่าบวม มีข้อเข่าเสื่อมผุพังมากขึ้นอย่างน่าตกใจ
มีการศึกษาวิจัย ว่าการวิ่งทำให้ข้อเข่า เสื่อมมากขึ้นจริงหรือไม่ของมหาวิทยาลัยเเคลิฟอร์เนีย เมื่อปี 1993 โดยการเฝ้าดู นักวิ่ง 35 คน ติดต่อกัน 5 ปี โดยมีการตรวจสอบ เอ็กเรย์กระดูกข้อมือ กระดูกสันหลัง เเละข้อเข่าทุกๆปี ปรากฎว่าอัตราการเป็นข้อเสื่อมไม่ได้เเตกต่างจากคนทั่วไป หมายความว่า นักวิ่งกลุ่มนี้ การวิ่งไม่ได้ทำให้เป็นข้อเข่าเสื่อมเร็วขึ้นเเละมากขึ้น
อ้าว…… เเล้วคนไทยในสมัยนั้น ที่ไปวิ่งกันมากมาย ทำไมถึงปวดเข่า เเละเป็นเข่าเสื่อมมากขึ้นละครับ มีเเพทย์หลายๆ คนพยายามหาสาเหตุที่เเท้จริง จนกระทั่งพบว่า มีปัจจัยที่เเตกต่างระหว่างคนไทย กับคนต่างประเทศ เเละยังเป็นต้นเหตุที่เเท้จริงที่ทำให้นักวิ่งไทยเป็นข้อเข่าเสื่อมมากขึ้น คือ กล้ามเนื้อของคนไทยไม่เเข็งเเรงครับ

คนต่างประเทศ โดยเฉพาะยุโรป หรือ อเมริกา จะเป็นนักออกกำลังกาย นักเล่นกีฬาอย่าง ต่อเนื่อง ไม่ใช่เพิ่งมาออกกำลังกายตอนมีเวลาว่าง หรือมาออกกำลังกายเมื่อวัยเกษียน การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ทำให้กล้ามเนื้อทั่วไป โดยเฉพาะกล้ามเนื้อที่หลังเเละต้นขา เเข็งเเรง ไม่มีสภาพการถดถอยของกล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้อรับเเรงเเละผ่อนเเรง กดจากน้ำหนักตัวได้อย่างสมดุล เมื่อเวลาคนเราหยุดออกกำลังกายนานๆ เช่น คนหนุ่มสาวของบ้านเรา ที่เมื่อจบจากการศึกษา ออกมาทำงาน มักจะไม่มีเวลาในการออกกำลังกาย เล่นกีฬา อย่างต่อเนื่อง จะมีภาวะอย่างหนึ่งค่อยๆ เกิดขึ้นในกล้ามเนื้อของคนคนนั้น คือ ขนาดของเส้นใยกล้ามเนื้อจะลีบลง ลีบลง จนกล้ามเนื้อบางจุด เช่น หลัง เเละขาจะสู้ หรือทนน้ำหนักตัวที่ต้องมีการออกเเรงในชีวิตประจำวันไม่ไหว ผลก็คือ จะมีการอักเสบสะสมเล็กๆ น้อย ต่อเนื่องภายในกล้ามเนื้อ
เมื่อมีข่าวเเว่วมา ว่าการวิ่งทำให้เป็นโรคหัวใจน้อยลง คนไทยเราก็เฮโลไปวิ่งในสวนกันใหญ่ โดยไม่เคยมีการตรวจสอบก่อนว่า กล้ามเนื้อรอบหัวเข่าเเข็งเเรงหรือไม่ พอจะทนน้ำหนักตัวเราขณะทีวิ่งได้หรือไม่ การวิ่งนานๆ ที่ไม่มีกล้ามเนื้อที่เเข็งเเรงคอยปกป้อง คอยผ่อนเเรงกระเเทกซ้ำๆ ที่ผิวข้อเข่า จึงทำให้ข้อเข่าเกิดอักเสบ เกิดการเสื่อมเเละผุพังเร็วขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่มีอายุเข้าสู่วัยกลางคน กระดูกอ่อนที่อยู่บริเวณผิวข้ออยู่ในสภาพที่ถดถอยอยู่แล้ว รายไหนรายนั้นครับ พอเริ่มต้นวิ่งไปซัก 3-4 วันก็จะมีอาการบวม ปวดที่เข่าขึ้นมา เห็นมั้ยครับว่า กล้ามเนื้อรอบเข่าของเราสำคัญต่อกระดูกมากเเค่ไหน
สบายกาย คลายปวดเข่าครับ

โรคที่เกิดจากผ้ารัดประคองหลังและเข่า
ผ้ารัดหัวเข่า หรือเสื้อรัดประคองหลัง เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งครับ ที่เราอาจจะเคยเห็น คนรอบตัวเราใช้กันอยู่สม่ำเสมอ เเต่เพราะการใช้กันอย่างพร่ำเพรื่อไม่ถูกต้อง ไม่ถูกวิธี จึงทำให้มีคนจำนวนมากมาย เกิดเป็นโรคเเทรกซ้อนบางอย่าง เช่น หมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน กระดูกสันหลังเสื่อม เข่าเสื่อม ง่ายกว่าคนปกติที่ไม่ได้ ใส่ผ้ารัดเหล่านี้ครับ

ในเมืองไทยมีสินค้าทางด้านสุขภาพ วางขายให้เลือกซื้อกันอย่างเสรีมากมายครับ ในบางครั้งก็อาจจะเป็นการดี ในเเง่ของความสะดวกรวดเร็วในการดูเเลรักษา ตัวเองเป็นเบื้องต้นครับ เเต่ในทางตรงกันข้าม บางครั้งความถูกต้องในความเข้าใจของวิธีการใช้สินค้าสุขภาพเหล่านั้น ก็ผิดเพี้ยนไป จนส่งผลย้อนกลับ ทางให้สุขภาพของคนที่ใช้สินค้านั้นๆ เเย่ลง อย่างไม่รู้ตัว

ผ้ารัดหัวเข่า หรือเสื้อรัดประคองหลัง เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งครับ ที่เราอาจจะเคยเห็น คนรอบตัวเราใช้กันอยู่สม่ำเสมอ เเต่เพราะการใช้กันอย่างพร่ำเพรื่อไม่ถูกต้อง ไม่ถูกวิธี จึงทำให้มีคนจำนวนมากมาย เกิดเป็นโรคเเทรกซ้อนบางอย่าง เช่น หมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน กระดูกสันหลังเสื่อม เข่าเสื่อม ง่ายกว่าคนปกติที่ไม่ได้ ใส่ผ้ารัดเหล่านี้ครับ
นักกีฬามืออาชีพทั้งหลาย เวลาจะลงเล่นกีฬาที่ต้องมีการปะทะกันนั้น เขาจะต้องสวมเครื่องป้องกันร่างกาย ไม่ว่าจะเป็น เสื้อเกราะสำหรับนักกีฬาอมริกันฟุตบอลใส่กัน เพื่อป้องกันการบาดเจ็บที่กระดูกหน้าอก หรือนักฟุตบอลที่ต้องใส่ ผ้ารัดหัวเข่าที่พันไว้รอบรอบหัวเข่า ป้องกันเข่าบิดงอ ลดโอกาสที่จะเกิดการบาดเข็บของกระดูก เเละการฉีกขาดของเอ็นทั้งหลายที่อยู่รอบเข่า
เเต่คนทั่วไปที่ไม่ค่อยชอบเล่นกีฬานั้น กล้ามเนื้อหลังจะมีความอ่อนเเอ เป็นทุนเดิมอยู่เเล้ว เวลาที่มีปัญหา ปวดหลัง เเละแก้ปัญหา อย่างง่ายๆ เเต่ผิดวิธีครับ โดยการไปหา เสื้อเการะรัดหลัง มาสวมใส่ ด้วยหวังว่า ผ้ารัดหลังนั้น จะไปช่วยทำให้ กล้ามเนื้อหลัง ทำงานน้อยลง เเละหายปวดหลังได้ หรือคนที่เป็นข้อเข่าเสื่อม ในระยะเเรก นั้น จะมีภาวะที่กล้ามเนื้อต้นขาอ่อนเเอลง เวลาเดินมาทั้งวัน ก็จะมีอาการเมื่อยล้าปวดเข่าเวลากลางคืน หลายคนที่ไม่ทราบความจริง จึงไปซื้อผ้ารัดหัวเข่ามาสวมใส่กันเอง เพราะคิดว่า จะช่วยทำให้ กล้ามเนื้อหัวเข่าทำงานน้อยลง เเล้ว อาการปวดเข่าจะลดลง ตามไปด้วย
เมื่อใส่ใหม่ๆอาการปวดหลัง หรือปวดเข่าอาจจะลดลงครับ ในบางคนจึงเกิดอาการติดใจ ใส่บ่อยขึ้น เเละนานขึ้น ตรงนี้เเหละครับที่จะเกิดปัญหาใหญ่หลวงตามมา เเละเเก้ไขยากมาก นั้นก็คือ จะทำให้กล้ามเนื้อในส่วนที่สวมใส่เกิดภาวะอ่อนเเออย่างมาก จนคาดไม่ถึง
ทำไมถึงเป็นเช่นนั้นครับ เหตุผลก็คือ เมื่อท่านใส่ผ้ารัดเข่า หรือผ้ารัดหลังนานๆ นั้น จะทำให้มีการเคลื่อนไหว ของกล้ามเนื้อส่วนนั้น น้อยลงไปอย่างมาก ในกรณีที่เราใส่เป็นเพียง ชั่วคราว อาจจะไม่เห็นผลเปลี่ยนแปลงอะไรมากมายนัก เเต่ถ้าบางคนใส่อย่างเป็นประจำทุกวัน ใส่วันละหลายชั่วโมง กล้ามเนื้อในส่วนที่อยู่ใต้ผ้ารัดของหัวเข่า หรือรัดหลัง เมื่อไม่ค่อยได้ทำงาน ในการออกเเรงเล็กๆ น้อย อย่างงานในชีวิตประจำวัน ก็จะมีลักษณะลีบ เเละหดตัวเล็กลง ความเเข็งเเรงของกล้ามเนื้อก็จะหมดไป คนกลุ่มนี้ เวลา ขาดผ้ารัดหลัง หรือรัดเข่า ก็จะเดินไม่ได้ เข่าโย้ หรือ ปวดหลังอย่างมาก
เราคงเคยได้ยินเเต่ว่า คนติดเหล้า ติดยาบ้า เเต่คนกลุ่มนี้ เราจะเรียกว่าเป็นโรคติดผ้ารัดหลังเเละเข่าก็ไม่ผิดครับ เพราะถ้าวันไหนออกจากบ้าน เเละลืมผ้ารัดหลัง รัดเข่าไปด้วย ก็จะเกิดความไม่มั่นใจ ไม่สามารถเดินทางไปได้ต่อ ต้องย้อนกลับมาบ้านเพื่อมาเอาผ้ารัดหลังรัดเข่ามาใส่เหมือนเดิม

การใส่ผ้ารัดหลัง หรือรัดเข่านานๆ ทำให้คนที่ความหวังว่า จะฟื้นฟูกล้ามเนื้อที่อ่อนแอ ให้กลับมาแข็งแรงเหมือนเก่า เพื่อที่จะรักษา โรคข้อเข่าเสื่อม หรือกระดูกสันหลังเสื่อมโดยไม่ต้องผ่าตัด จะไม่มีทางที่จะฟื้นฟูได้เลยครับ หรือถ้าได้ก็ต้องใช้เวลานานมากมายกว่าเดิม หลายเท่า
การใช้ผ้ารัดหลัง หรือรัดเข่าที่ถูกต้อง จึงต้องใช้เป็นเพียง ชั่วคราวเท่านั้น เเละส่วนใหญ่ จะเป็นลักษณะการป้องกันการบาดเจ็บมากกว่าการรักษา เช่น การใส่ผ้ารัดเข่า เวลาลงเล่นฟุตบอลเพื่อป้องกันการฉีกขาดของเอ็นรอบหัวเข่า
เมื่อมีการฉีกขาดของกล้ามเนื้อ เราก็อาจจะใส่เพื่อลดการเคลื่อนไหว ของอวัยวะส่วนนั้น เมื่อกล้ามเนื้อสว่นนั้น กลับมาสู่ภาวะปกติ การอักเสบลดน้อยลง เราจะต้องรีบถอดผ้ารัดหลัง หรือรัดเข่าออก เเละออกกำลังกาย ฟื้นฟูกล้ามเนื้อให้กลับมาเหมือนเก่าครับ
ถ้าทำเช่นนี้ได้ ใช้อย่างถูกวิธี โอกาสที่กล้ามเนื้อหลัง หรือเข่าของเราก็จะอ่อนแอโดยไม่ตั้งใจก็มีน้อยลง ไม่ต้องเสริมความเเข็งเเรงโดยผ่าตัดใช้โลหะดามกระดูก ให้หลัง หรือเข่า ในตอนที่เป็นโรคข้อเข่าเสื่อม หรือหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อม ในระยะสุดท้ายครับ


การฉีดยาเข้าภายในข้อเข่า ดี หรือไม่?
การฉีดยาเข้าภายในข้อเข่า ดี หรือไม่
ยาฉีดที่เเพทย์กระดูกฉีดเข้าไปในข้อที่นิยมใช้ในปัจจุบันนี้มี สองประเภทครับ หนึ่ง ยาเเก้อักเสบมีสารสเตอร็รอยด์ผสมอยู่ สอง น้ำยาข้อเทียมที่ปัจจุบันมีแพทย์รุ่นใหม่นำมาใช้มากขึ้นเรื่อยๆ

วิธีการรักษาโรคข้อเข่าเสื่อม ที่มีอาการปวด บวม ร้อน มีหลายวิธีครับ ตั้งเเต่วิธีที่ไม่เจ็บตัว เเละวิธีที่เจ็บตัวมากขึ้นเรื่อยๆ เเน่นอนครับ ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ทั้งคนไข้เเละหมอที่รักษาคงไม่มีใครเลือกวิธีที่เจ็บตัว หรอกครับ เเต่บางครั้งเราก็เจอเรื่องเเปลกๆเหมือนกัน คนไข้บางคนเข้ามานั่งที่ห้องตรวจ คำเเรกก็คือขอฉีดยา เวลาหมอเเนะนำอะไรก็ไม่ค่อยฟัง ขอฉีดยา อย่างเดียว เพราะฝังใจจากการรักษาครั้งก่อนๆ พอฉีดยา เเล้วหายเร็วกว่า กลับไปทำงานได้เร็วขึ้น เเต่บางคนทั้งที่มีอาการปวดบวมที่เข่ามาก ทานยามานานไม่ดีขึ้น หรือเข่าบวมอักเสบมาก เเม้ว่าหมอจะเเนะนำให้เปลี่ยนมาฉีดยาหลายครั้งก็ปฏิเสธ เนื่องจากฝังใจในทางตรงกันข้ามว่า ยาฉีดอันตรายมากกว่า ยาทานหรือถ้าฉีดไปนานๆเเล้วจะดื้อยาจริงๆเเล้ว ความเข้าใจในเรื่องยาฉีดข้อเข่า ในโรคข้อเข่าเสื่อมที่ถูกต้องคืออะไรครับ วันนี้เราจะมาคุยกันในเรื่องนี้ให้ชัดเจน

ยาฉีดที่เเพทย์กระดูกฉีดเข้าไปในข้อที่นิยมใช้ในปัจจุบันนี้มี 2 ประเภท
1.ยาเเก้อักเสบมีสารสเตอรอยด์ผสมอยู่
2.น้ำยาข้อเทียมที่ปัจจุบันมีแพทย์รุ่นใหม่นำมาใช้มากขึ้นเรื่อยๆ

การฉีดยาเเก้อักเสบ เป็นวิธีที่เเพทย์จะเลือกใช้ เมื่อเห็นว่า ผู้ป่วยทานยาเเก้อักเสบติดต่อกันมานานเกินไป เช่น เกิน สองสัปดาห์ ในบางคนจึงเริ่มมีอาการของผลข้างเคียงตามมา เช่น ปวดกระเพาะ หรือทำให้ไตทำงานหนักขึ้น เพราะไตมีหน้าที่ในการขับถ่ายสารเคมีที่เกิดจากการทานยาเเก้อักเสบติดต่อกันเป็นเวลานาน
ข้อดี
ยาฉีดเเก้อักเสบมี ข้อดีตรงที่ว่า เมื่อฉีดเข้าตรงจุดที่มีการอักเสบ อาการปวดจะหายเร็วกว่า เเละ ฤทธิ์ยาจะอยู่ได้นานกว่า ทำให้ไม่มีความจำเป็นต้องทานยาติดต่อกันนานๆ ใช้ชีวิตที่ปราศจากการเจ็บเข่า โดยไม่ต้องทานยาเเก้ปวด เเก้อักเสบทุกวัน อีกทั้งทำให้ผู้ป่วยไม่ปวด เวลาที่จะบริหารกล้ามเนื้อข้อเข่า เพื่อฟื้นฟูร่างกายให้ กลับมาเดินได้ดีเเละเเข็งเเรงเหมือนเก่า
มีความเข้าใจผิดๆ เกี่ยวกับยาฉีดชนิดนี้หลายประการ เช่น พอรู้ว่ามีสารสเตอรอยด์ผสมคนทั่วไปก็จะกลัวว่า เมื่อฉีดเข้าไปในข้อเข่า กระดูกจะบางและมีอันตราย สารสเตอรอยด์จะอันตรายก็ต่อเมื่อเรานำไปใช้ในทางที่ผิด เช่น ไปผสมกับยาลดไข้เเก้สารพัดโรค ทำให้คนที่ทานติดต่อเป็นเวลานาน ทำให้มีปัญหาเรื่องน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หรือทำให้ร่างกายหยุดผลิตฮอร์โมนที่สำคัญต่อร่างกายอย่างถาวรไป เเต่ผมอยากให้คิดนะครับว่า ถ้าสารสเตอรอยด์มีเเต่โทษอย่างเดียว ทำไมถึงยังมีการผลิตใช้ในวงการเเพทย์ อยู่อย่างในปัจจุบันนี้ล่ะครับ ความจริงยาทุกตัวต่างก็อาจจะมีผลข้างเคียง ถ้านำไปใช้เเบบผิดวิธี
ประการที่สองที่มีความเข้าใจเเละกลัวยาฉีดกันมาก ก็คือ การถูกฉีดยาบ่อยเกินไปจะมีอันตรายหรือไม่ จะดื้อยาหรือเปล่า โดยปกติเเล้วยาที่เเพทย์กระดูกฉีดจะมีฤทธิ์อยู่ในเนื้อเยื่อตำเเหน่งที่ฉีดประมาณ 2-3 เดือน ดังนั้นจึงไม่มีจำเป็นที่จะฉีดยาตัวนี้ซ้ำๆในตำเเหน่งเดิม ถ้ายายังมีฤทธิ์อยู่เเต่ไม่สามารถบรรเทาอาการปวดข้อเข่าลงไปได้ เราก็คงต้องหาในการรักษาข้อเข่าเสื่อมด้วยวิธีอื่นๆต่อไปครับ
ข้อเสีย
ส่วนข้อเสียของวิธีการรักษาเเบบนี้ก็มีนะครับ อย่างเเรกที่เห็นชัด คือ เจ็บตัวเเต่ไม่อันตราย ที่อันตรายก็คือ อาจจะมีการติดเชื้อจากผิวหนังเเทรกซ้อนเข้าไปที่ข้อเข่าได้ เพราะเราไปทำให้เกิดช่องที่ทะลุจากผิวหนังเข้าสู่ข้อเข่าเอง การฉีดยาเข้าข้อจึงต้องทำในรายที่จำเป็นจริงๆ เเละควรให้ให้เเพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้นเป็นคนฉีดครับ


เข่าโก่งใจไม่โก่ง
วันหนึ่งในหน้าร้อน ผมมีโอกาสได้ไปเดินเล่นที่สวนลุมที่หลายคนอาจจะลืมเลือนไปแล้วว่าเดินทางไปอย่างไร สวนลุมเป็นสวนสาธารณะใกล้กับโรงพยาบาลจุฬาครับ ถ้าลงรถไฟฟ้า จากสถานีศาลาแดงก็เดินย้อนขึ้นมาทางโรงเเรมดุสิตธานีมาหน่อยก็จะถึง วันอาทิตย์เย็นๆจะมีการแสดงดนตรีในสวนของนักดนตรีมืออาชีพให้เราได้มานั่งดูฟรีๆไม่เสียตังค์

ไม่น่าเชื่อว่า ในเย็นวันนั้น ผมจะได้พบคนที่รู้จักกัน ตั้งสามคน เป็นสามคนที่ต่างวัยกันอย่างมาก แถมให้ข้อคิดดีๆกลับมาบ้าน
คนเเรก มาทักเสียงดัง อาจารย์คะ พาลูกมาเที่ยวหรือคะ หันไปมองเป็นสาวรุ่นคุ้นๆหน้า เธอรีบเเนะนำตัวเองว่า เคยเป็นผู้เเทนบริษัทยา ที่เคยเอาข้อมูลยาตัวใหม่จากอเมริกามาให้ถึงที่ทำงาน ปัจจุบันเธอไม่ได้ทำงานของบริษัทเเล้ว เเต่มาบริหารร้านขายยาของครอบครัวให้สมกับการเป็นเภสัชกรสาว จบใหม่ไฟเเรง วันนั้นเธอหน้าตายิ้มเเย้มแจ่มใส แล้วเฉลยตอนหลังว่า เธอมาวิ่งมินิมาราธอนการกุศลให้ชาวใต้ ก่อนจะไหว้ลาขอไปวิ่งต่อให้ครบรอบ ก็เลยอวยพรให้เธอโชคดี มีความสุขมากๆให้สมกับความเป็นคนใจบุญที่เธออุตส่าห์ตั้งใจมาช่วยเหลือคนอื่นในวันนี้
คนที่สอง มาเจอกันที่สนามเด็กเล่น กลางแจ้งใกล้กับ เวทีดนตรีในสวน เป็นน้องของเพื่อนที่เป็นหมอรุ่นเดียวกัน เเต่ตัวเขาไม่ใช่หมอ พาลูกมาเที่ยวสวนลุมตั้งสามคนเเน่ะ บอกตามตรง ผมจำชื่อเขาไม่ได้เลย อาจจะเป็นเพราะวันวันนึง ต้องเจอะเจอผู้คนมากมาย หลายแบบ แต่น้องคนนี้เรียกชื่อผม ทั้งนามสกุลชัดเจน การที่คนเราจะจำชื่อ และนามสกุลคนอื่นที่ไม่ได้เจอะเจอกันนานๆแบบนี้ได้ ไม่เขามีสมองที่ดี ความจำที่เยี่ยมยอด ผมก็คงไปทำอะไรให้เขาจดจำไม่รู้ลืม ได้แต่ ภาวนา หวังว่าเป็นเรื่องที่น่าประทับใจ
ดังที่ผมบอกแล้วในตอนแรก ทุกๆเย็นวันอาทิตย์ ที่สวนลุมจะมีการแสดงดนตรีในสวน เคยอยู่โรงพยาบาลจุฬามาตั้งเกือบ 10 ปี ทั้งกิน นอน ทำงานอยู่เวรโต้รุ่งที่โรงพยาบาล เเต่ได้มานั่งเล่นที่สวนลุมนับครั้งได้
เย็นวันนี้ มี ปู พงสิทธ์ คัมภีร์มาเล่น ผมไม่ชอบนั่งใกล้ๆเวที เพราะกลัวเสียงจะดังมากเกินไป ก็เลยถอยมาไกลที่สุด นั่งบนก้อนหินใหญ่เกือบติดขอบถนน ตั้งใจจะฟังซักสาม สี่เพลงแล้วก็จะกลับเพราะใกล้มืดเข้าไปทุกที สายตาก็เหลือบเห็นชายชราคนหนึ่งแต่ดูเเข็งเเรง เเต่งตัว ใส่เสื้อยืด กางเกงขาสั้น เดินทะมัดทะแมงผ่านหน้าผมไป แล้วเลือกนั่งเก้าอี้ที่ยังว่างอยู่ จำได้ว่า เป็นอาจารย์ผู้สอน วิชากายวิภาค คือ การผ่าตัดศพอาจารย์ใหญ่ ที่นิสิตเเพทย์ปีที่สองต้องเรียนทุกคนเพื่อให้รู้จักร่างกายส่วนต่างๆเป็นพื้นฐาน เรียกว่า ได้จับมีดผ่าตัดครั้งเเรกก็วิชานี้เเหละครับ พอจังหวะเพลงจบ รีบเข้าไปนั่งคุกเข่าข้างเก้าอี้อาจารย์ กราบสวัสดี และชวนอาจารย์คุย
ภาพความทรงจำในอดีตเมื่อ 20ปีที่แล้วก็ย้อนกลับมาอีกครั้งหนึ่ง จำได้ว่า พวกเราเรียกอาจารย์ท่านนี้เป็นอาจารย์ได้เต็มปาก ความที่อาจารย์เป็นคนที่ตั้งใจสอนวิชานี้มาก ทั้งที่ในสมัยนั้นรวมทั้งปัจจุบัน หาคนที่เป็นหมอมาสอนวิชานี้ยากมาก เพราะคนที่เป็นหมอก็อยากจะใช้วิชาหมอไปรักษาคนเป็นๆมากกว่า
อาจารย์เล่าให้ฟังว่า อาจารย์มาที่นี่เกือบทุกเย็นวันอาทิตย์เพราะใกล้กับหอพักแพทย์ มาเดินออกกำลังกาย เพราะอาจารย์เป็นโรคหัวใจ เเละผ่าตัดบายพาสหัวใจเมื่อเกือบ 10 ปีที่เเล้ว ตอนนี้อาจารย์ก็น่าจะมีอายุ 70 -75ปี เเล้ว เเน่นอนว่าสภาพร่างกายก็ต้องทรุดโทรมไปตามสังขารที่ร่วงโรย อาจารย์บอกว่าไม่ได้เล่นเทนนิสที่เป็นกีฬาโปรดเเล้ว เพราะเข่าอาจารย์ทั้งเสื่อมเเละโก่ง ไม่ยอมให้ความร่วมมือกับเจ้าของ เวลาวิ่งก็จะปวดเข่ามาก ผมสงสัยถามอาจารย์ว่า แล้วทำไมอาจารย์ยังมาอยู่หอพักอาจารย์แพทย์ที่โรงพยาบาลจุฬาอยู่ละ
อาจารย์ก็เลยบอกว่า ทั้งที่อาจารย์เกษียนอายุการทำงานมาหลายปีแล้ว เเต่ถูกขอร้องจากคณะเเพทย์ จุฬาให้เป็นอาจารย์พิเศษ สอนวิชากายวิภาคให้นิสิตเเพทย์ต่อ ถ้านับถึงปัจจุบันก็ถูกขอร้องเป็นปีที่ 10 ติดต่อกัน นับจากวันที่เกษียน.. ( ปกติการเป็นอาจารย์พิเศษต่อหลังจากเกษียณ 1-2 ปี ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเเล้วครับโดยเฉพาะคณะเเพทย์)
คืนวันนั้น ผมกราบลาอาจารย์ด้วยจิตใจที่อยากให้ถึงเช้าพรุ่งนี้ไวๆ เพราะจะได้ทำงานโดยใช้ความรู้กายวิภาคศาสตร์ให้สมกับเป็นวิชาที่มีคุณค่าความหมาย และความตั้งใจของอาจารย์

Knownledge Note : HTO High Tibia Osteotomy เป็นการผ่าตัดเเก้เข่าโก่ง ในคนอายุน้อยตั้งเเต่ 18ปี จนถึงอายุ65-70 ปี โดยประมาณ การมีเข่าโก่งก่อนวัย 60 ปี ทำให้การใช้งานข้อเข่าเต็มไปด้วยความลำบาก มีอาการปวดเข่าเรื้อรัง เดินไม่ถนัด ทำให้ข้อเข่าเสื่อมเร็วกว่าปกติ การเเก้เข่าโก่ง ด้วยวิธีนี้ ไม่ต้องผ่าตัดใหญ่เปลี่ยนข้อเข่าเทียม เเต่จะเป็นการผ่าตัดเเผลเล็ก มีการยึดกระดูกด้วยโลหะคล้ายปิ่นปักผมชั่วคราว 6 อาทิตย์ หลังจากถอดออก คนไข้เข่าโก่งก็จะมีเข่าตรงสวย ไม่เสียเปรียบเชิงกลเวลาเดิน หรือเล่นกีฬา ทำให้กระดูกเข่าไม่เสื่อม ผุพังง่าย เหมือนตอนเข่าโก่ง ยืดอายุการใช้งานตามสภาพอายุจริงของเจ้าของครับ








































































































































































































































































































