
วันหนึ่งในหน้าร้อน ผมมีโอกาสได้ไปเดินเล่นที่สวนลุมที่หลายคนอาจจะลืมเลือนไปแล้วว่าเดินทางไปอย่างไร สวนลุมเป็นสวนสาธารณะใกล้กับโรงพยาบาลจุฬาครับ ถ้าลงรถไฟฟ้า จากสถานีศาลาแดงก็เดินย้อนขึ้นมาทางโรงเเรมดุสิตธานีมาหน่อยก็จะถึง วันอาทิตย์เย็นๆจะมีการแสดงดนตรีในสวนของนักดนตรีมืออาชีพให้เราได้มานั่งดูฟรีๆไม่เสียตังค์

ไม่น่าเชื่อว่า ในเย็นวันนั้น ผมจะได้พบคนที่รู้จักกัน ตั้งสามคน เป็นสามคนที่ต่างวัยกันอย่างมาก แถมให้ข้อคิดดีๆกลับมาบ้าน
คนเเรก มาทักเสียงดัง อาจารย์คะ พาลูกมาเที่ยวหรือคะ หันไปมองเป็นสาวรุ่นคุ้นๆหน้า เธอรีบเเนะนำตัวเองว่า เคยเป็นผู้เเทนบริษัทยา ที่เคยเอาข้อมูลยาตัวใหม่จากอเมริกามาให้ถึงที่ทำงาน ปัจจุบันเธอไม่ได้ทำงานของบริษัทเเล้ว เเต่มาบริหารร้านขายยาของครอบครัวให้สมกับการเป็นเภสัชกรสาว จบใหม่ไฟเเรง วันนั้นเธอหน้าตายิ้มเเย้มแจ่มใส แล้วเฉลยตอนหลังว่า เธอมาวิ่งมินิมาราธอนการกุศลให้ชาวใต้ ก่อนจะไหว้ลาขอไปวิ่งต่อให้ครบรอบ ก็เลยอวยพรให้เธอโชคดี มีความสุขมากๆให้สมกับความเป็นคนใจบุญที่เธออุตส่าห์ตั้งใจมาช่วยเหลือคนอื่นในวันนี้
คนที่สอง มาเจอกันที่สนามเด็กเล่น กลางแจ้งใกล้กับ เวทีดนตรีในสวน เป็นน้องของเพื่อนที่เป็นหมอรุ่นเดียวกัน เเต่ตัวเขาไม่ใช่หมอ พาลูกมาเที่ยวสวนลุมตั้งสามคนเเน่ะ บอกตามตรง ผมจำชื่อเขาไม่ได้เลย อาจจะเป็นเพราะวันวันนึง ต้องเจอะเจอผู้คนมากมาย หลายแบบ แต่น้องคนนี้เรียกชื่อผม ทั้งนามสกุลชัดเจน การที่คนเราจะจำชื่อ และนามสกุลคนอื่นที่ไม่ได้เจอะเจอกันนานๆแบบนี้ได้ ไม่เขามีสมองที่ดี ความจำที่เยี่ยมยอด ผมก็คงไปทำอะไรให้เขาจดจำไม่รู้ลืม ได้แต่ ภาวนา หวังว่าเป็นเรื่องที่น่าประทับใจ
ดังที่ผมบอกแล้วในตอนแรก ทุกๆเย็นวันอาทิตย์ ที่สวนลุมจะมีการแสดงดนตรีในสวน เคยอยู่โรงพยาบาลจุฬามาตั้งเกือบ 10 ปี ทั้งกิน นอน ทำงานอยู่เวรโต้รุ่งที่โรงพยาบาล เเต่ได้มานั่งเล่นที่สวนลุมนับครั้งได้
เย็นวันนี้ มี ปู พงสิทธ์ คัมภีร์มาเล่น ผมไม่ชอบนั่งใกล้ๆเวที เพราะกลัวเสียงจะดังมากเกินไป ก็เลยถอยมาไกลที่สุด นั่งบนก้อนหินใหญ่เกือบติดขอบถนน ตั้งใจจะฟังซักสาม สี่เพลงแล้วก็จะกลับเพราะใกล้มืดเข้าไปทุกที สายตาก็เหลือบเห็นชายชราคนหนึ่งแต่ดูเเข็งเเรง เเต่งตัว ใส่เสื้อยืด กางเกงขาสั้น เดินทะมัดทะแมงผ่านหน้าผมไป แล้วเลือกนั่งเก้าอี้ที่ยังว่างอยู่ จำได้ว่า เป็นอาจารย์ผู้สอน วิชากายวิภาค คือ การผ่าตัดศพอาจารย์ใหญ่ ที่นิสิตเเพทย์ปีที่สองต้องเรียนทุกคนเพื่อให้รู้จักร่างกายส่วนต่างๆเป็นพื้นฐาน เรียกว่า ได้จับมีดผ่าตัดครั้งเเรกก็วิชานี้เเหละครับ พอจังหวะเพลงจบ รีบเข้าไปนั่งคุกเข่าข้างเก้าอี้อาจารย์ กราบสวัสดี และชวนอาจารย์คุย
ภาพความทรงจำในอดีตเมื่อ 20ปีที่แล้วก็ย้อนกลับมาอีกครั้งหนึ่ง จำได้ว่า พวกเราเรียกอาจารย์ท่านนี้เป็นอาจารย์ได้เต็มปาก ความที่อาจารย์เป็นคนที่ตั้งใจสอนวิชานี้มาก ทั้งที่ในสมัยนั้นรวมทั้งปัจจุบัน หาคนที่เป็นหมอมาสอนวิชานี้ยากมาก เพราะคนที่เป็นหมอก็อยากจะใช้วิชาหมอไปรักษาคนเป็นๆมากกว่า
อาจารย์เล่าให้ฟังว่า อาจารย์มาที่นี่เกือบทุกเย็นวันอาทิตย์เพราะใกล้กับหอพักแพทย์ มาเดินออกกำลังกาย เพราะอาจารย์เป็นโรคหัวใจ เเละผ่าตัดบายพาสหัวใจเมื่อเกือบ 10 ปีที่เเล้ว ตอนนี้อาจารย์ก็น่าจะมีอายุ 70 -75ปี เเล้ว เเน่นอนว่าสภาพร่างกายก็ต้องทรุดโทรมไปตามสังขารที่ร่วงโรย อาจารย์บอกว่าไม่ได้เล่นเทนนิสที่เป็นกีฬาโปรดเเล้ว เพราะเข่าอาจารย์ทั้งเสื่อมเเละโก่ง ไม่ยอมให้ความร่วมมือกับเจ้าของ เวลาวิ่งก็จะปวดเข่ามาก ผมสงสัยถามอาจารย์ว่า แล้วทำไมอาจารย์ยังมาอยู่หอพักอาจารย์แพทย์ที่โรงพยาบาลจุฬาอยู่ละ
อาจารย์ก็เลยบอกว่า ทั้งที่อาจารย์เกษียนอายุการทำงานมาหลายปีแล้ว เเต่ถูกขอร้องจากคณะเเพทย์ จุฬาให้เป็นอาจารย์พิเศษ สอนวิชากายวิภาคให้นิสิตเเพทย์ต่อ ถ้านับถึงปัจจุบันก็ถูกขอร้องเป็นปีที่ 10 ติดต่อกัน นับจากวันที่เกษียน.. ( ปกติการเป็นอาจารย์พิเศษต่อหลังจากเกษียณ 1-2 ปี ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเเล้วครับโดยเฉพาะคณะเเพทย์)
คืนวันนั้น ผมกราบลาอาจารย์ด้วยจิตใจที่อยากให้ถึงเช้าพรุ่งนี้ไวๆ เพราะจะได้ทำงานโดยใช้ความรู้กายวิภาคศาสตร์ให้สมกับเป็นวิชาที่มีคุณค่าความหมาย และความตั้งใจของอาจารย์

Knownledge Note : HTO High Tibia Osteotomy เป็นการผ่าตัดเเก้เข่าโก่ง ในคนอายุน้อยตั้งเเต่ 18ปี จนถึงอายุ65-70 ปี โดยประมาณ การมีเข่าโก่งก่อนวัย 60 ปี ทำให้การใช้งานข้อเข่าเต็มไปด้วยความลำบาก มีอาการปวดเข่าเรื้อรัง เดินไม่ถนัด ทำให้ข้อเข่าเสื่อมเร็วกว่าปกติ การเเก้เข่าโก่ง ด้วยวิธีนี้ ไม่ต้องผ่าตัดใหญ่เปลี่ยนข้อเข่าเทียม เเต่จะเป็นการผ่าตัดเเผลเล็ก มีการยึดกระดูกด้วยโลหะคล้ายปิ่นปักผมชั่วคราว 6 อาทิตย์ หลังจากถอดออก คนไข้เข่าโก่งก็จะมีเข่าตรงสวย ไม่เสียเปรียบเชิงกลเวลาเดิน หรือเล่นกีฬา ทำให้กระดูกเข่าไม่เสื่อม ผุพังง่าย เหมือนตอนเข่าโก่ง ยืดอายุการใช้งานตามสภาพอายุจริงของเจ้าของครับ

