
“เข่าโก่ง แก้ไขอย่างไรดี” ? : ตอนที่ 1 ข้อเสียของการมีขาหรือเข่าโก่ง
ตอนที่ 1 ข้อเสียของการมีขาหรือเข่าโก่ง

ความอ้วนกับข้อเข่าเสื่อม
โรคข้อเข่าเสื่อม เป็นโรคที่ผิวข้อกระดูกอ่อนเกิดการสึกหรอ สึกกร่อน เกิดอาการอักเสบ ปวด บวม เเดงร้อนที่ข้อเข่า เข่าโก่ง สุดท้ายจะเจ็บเข่ามาก จนเดินไม่ได้ เราพบว่า โรคข้อเข่าเสื่อม นั้น มีปัจจัย มากมายหลายอย่างที่กระตุ้น ทำให้เป็น โรคนี้เร็วขึ้น เเละมากขึ้น หนึ่งในนั้นที่คนไทยมีกันมาก ก็คือ ความอ้วนครับ มีการวัดค่าความอ้วนได้หลายอย่าง ซึ่งผมคงไม่ต้องบอกนะครับว่า อย่างไรถึงจะเรียกว่า อ้วน คุณน่าจะเป็นคนที่รู้ดีที่สุด มีข้อมูลที่น่าสนใจมากเกี่ยวกับความอ้วนหลายอย่าง โดยเฉพาะความอ้วนที่เกี่ยวข้องกับโรคข้อเข่าเสื่อม

โรคข้อเข่าเสื่อม เป็นโรคที่ผิวข้อกระดูกอ่อนเกิดการสึกหรอ สึกกร่อน เกิดอาการอักเสบ ปวด บวม เเดงร้อนที่ข้อเข่า เข่าโก่ง สุดท้ายจะเจ็บเข่ามาก จนเดินไม่ได้ เราพบว่า โรคข้อเข่าเสื่อม นั้น มีปัจจัย มากมายหลายอย่างที่กระตุ้น ทำให้เป็นโรคนี้เร็วขึ้น เเละมากขึ้น หนึ่งในนั้นที่คนไทยมีกันมาก ก็คือ “ความอ้วน”
มีการวัดค่าความอ้วนได้หลายอย่าง ซึ่งผมคงไม่ต้องบอกนะครับว่า อย่างไรถึงจะเรียกว่า อ้วน คุณน่าจะเป็นคนที่รู้ดีที่สุด มีข้อมูลที่น่าสนใจมากเกี่ยวกับความอ้วนหลายอย่าง โดยเฉพาะความอ้วนที่เกี่ยวข้องกับโรคข้อเข่าเสื่อม
ความอ้วนถูกจัดให้เป็นปัจจัยหนึ่งที่โดดเด่นที่ก่อให้โรคข้อเข่าเสื่อม โดยเฉพาะในเพศหญิง ถ้ามีน้ำหนักตัวเกินด้วยเเล้วทำให้มีโอกาสเกิดโรคนี้ถึง 9 เท่า ความอ้วนนอกจากจะเป็นตัวเร่งให้เกิดข้อเข่าเสื่อมเร็วขึ้นในวัยหนุ่มสาวเล้ว ยังทำให้โรคลุกลามได้ไวมากขึ้น เเละยังมีผลทำให้ผลของการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมไม่ดีเท่าคนน้ำหนักปกติ
ในสมัยก่อน เราอาจจะเข้าใจว่า สาเหตุของความอ้วนไม่ใช่อยู่ที่พฤติกรรมการทานอาหารที่ผิดปกติเท่านั้น เเต่ในปัจจุบันเราค้นพบว่า เกิดจากการถ่ายทอดตามกรรมพันธุ์เสียด้วย โดยเฉพาะมีมากกว่า 400 ยีนส์เลยทีเดียวครับ เเต่เป็นที่ยืนยันเเล้วว่า ยีนส์เหล่านี้ไม่ได้ทำให้เป็นโรคข้อเข่าเสื่อมมากขึ้นครับ
เวลาเดินในเเต่ละก้าว จะมีเเรงที่มากดที่ข้อเข่าของคนอ้วนมากกว่าคนไม่อ้วนครับ นอกจากนั้นบางคนยังเชื่อว่า ข้อเข่าที่มีเนื้อเยื่อไขมันมากๆ จะล้นไปกดเเละทำลายผิวกระดุกอ่อนที่อยู่ใกล้ๆ กัน ทำให้ไปเร่งในการเป็นข้อเข่าเสื่อมเร็วขึ้น
เมื่อความอ้วนทำให้เป็นข้อเข่าเสื่อมเร็วขึ้น ก็มีนักวิทยาศาสตร์คิดในทางตรงกันข้ามครับ ว่าถ้าเราลดน้ำหนักลงจะทำให้ข้อเข่าเสื่อมดีขึ้น หรือไม่ ในปี 1997 มีนักวิทยาศาสตร์วิจัย เเเละพบว่า สำหรับเพศหญิงที่มีความสูงตามปกติทั่วไป ทุกๆ น้ำหนักตัวที่หายไป 11 ปอนด์ หรือประมาณ 5 กิโล ความเสี่ยงในการเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมจะหายไปมากว่า 50% ทีเดียวครับ นอกจากนั้นยังพบว่า การลดน้ำหนักเพียงอย่างเดียว จะสามารถลดอาการปวดข้อเข่าได้ โดยไม่ต้องทานยาเเก้อักเสบที่มีผลข้างเคียง
ทุกๆ น้ำหนักตัวที่ลดลง 1 กิโล จะไปลดน้ำหนักที่กดลงบนข้อเข่า 4 กิโลในเเต่ละก้าวที่เราก้าวเดินครับ หรือลดลง 3000 กิโลกรัม ต่อการเดินไกล 1 กิโลเมตร ในเเต่ละวัน คนเราอาจจะเดินถึงวันละ 1.5 กิโลเมตร นั่นก็หมายความว่า จะมีการลดเเรงกระเเทกที่หัวเข่าอย่างมากมายมหาศาลในคนที่สามารถลดน้ำหนัดลงเเค่ 1 กิโลกรัม
เเต่ในบางคนที่ลดน้ำหนักไม่ได้ ก้ไม่ต้องกลุ้มใจครับ เเต่ให้ใช้วิธีการควบคุม น้ำหนักตัวเเทน โดยพยายามควบคุม น้ำหนักตัวเเทนไม่ให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นในเเต่ละปีครับ ส่วนคนที่น้ำหนักตัวเกินมาก เเละไม่สามารถลอน้ำหนักลงได้ ก็จำเป็นต้องเเก้ไข ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ที่มีอยู่มากมายหลายข้อทดเเทนกัน
ตัวอย่างเช่น นักกีฬาซูโม่ ของญี่ปุ่น มีน้ำหนักมากมาย หลายร้อยกิโล เวลาป่วยเป็นโรคเเต่ละครั้ง ก็จะไปพบเเพทย์ที่โรงพยาบาลที่ทางประเทศญี่ปุ่นจัดไว้ให้ โดยเฉพาะที่คนทั่วไป ไม่มีสิทธิในการเข้าไปรักษา มีการรวบรวมสถิติทางการเเพทย์ เกี่ยวกับความเจ็บป่วยของนักกีฬาซูโม่ ว่าเกี่ยวข้องกันกับน้ำหนักตัวที่มากมายมหาศาลหรือไม่ พบข้อมูลที่น่าสนใจหลายเรื่องครับ เช่น น้ำหนักตัวที่มากมายของซูโม่ ไม่ได้ทำให้ ประชากรซูโม่นั้นมีโอกาสเป็นข้อเข่าเสื่อม มากกว่า คนทั่วไป ทำไมถึงเป็นเช่นนั้นครับ เพราะข้อมูลส่วนอื่นๆ ทั่วไป ล้วนบ่งชี้ว่า ความอ้วนนั้นเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดโรคข้อเข่าเสื่อมมากขึ้น
เหตุผลที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะว่า ถึงเเม้ซูโม่ จะมีน้ำหนักตัวมากกว่าคนปกติ เเต่กล้ามเนื่อข้อเข่าของซูโม่ ก็เเข็งเเรงมากกว่า คนปกติหลายเท่าด้วย กล้ามเนื้อที่เเข็งเเรงนี้ จึงไปชดเชยปัจจัยด้อยของน้ำหนักตัวที่มากเกิน ส่งผลทำให้ ไม่เป็นโรคข้อเข่าเสื่อมมากกว่าคนปกติ
ถ้าท่านมีกล้ามเนื้อรอบหัวเข่าไม่เเข็งเเรง เเล้วยังคงตามใจปาก ปล่อยเนื้อปล่อยตัว ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นทุกปี ท่านก็อาจจะเป็นคนหนึ่งครับ ที่ต้องเสียเวลาในชีวิตเหลืออยู่ ต่อสู้กับโรคข้อเข่าเสื่อมที่มาเร็วกว่าคนปกติ โดยสุดท้ายก็อาจจะต้องถูกผ่าตัดเปลี่ยนข้อเทียมโดยที่ไม่ทันตั้งตัว
สบายกายคลายปวดเข่าครับ

การวิ่งออกกำลังกาย ทำให้เข่าเสื่อมจริงหรือ
การวิ่งออกกำลังกาย ทำให้เข่าเสื่อมจริงหรือ?
มีคำพูดหนึ่งในนวนิยายจีนโบราณของนักเเต่งชื่อก้องในโลกของวรรณกรรมจีนกำลังภายใน นาม โก้วเล้ง ที่กล่าวเอาไว้ว่า “จริงคือเท็จ เท็จคือจริง” ที่ผมคิดว่า เป็นคำที่เหมาะสมเป็นอย่างยิ่งที่จะนำมาเปิดประเด็น ตอนต้นในหัวข้อที่เราจะพูดถึงในวันนี้ครับ
ในสมัยก่อน เมื่อมีการเก็บบันทึกสาเหตุการตายของประชากรในไทยพบว่า โรคหัวใจนั้น มาเป็นอันดับหนึ่ง ทั้งที่ความจริงอาจจะไม่ใช่สาเหตุอันดับหนึ่งที่ทำให้คนไทยเสียชีวิตจริงๆหรอกครับ เพราะอะไร รู้เเล้วอย่าแปลกใจนะครับ เหตุผลที่ทำให้โรคหัวใจเป็นผู้ร้ายอันดับหนึ่งในสมัยนั้น ก็คุณหมอนี่เเหละเป็นตัวต้นเหตุ เพราะเมื่อมีผู้ป่วยเสียชีวิตในโรงพยาบาล อาจจะจากโรคบางอย่างที่ไม่เกี่ยวกับหัวใจเลย เช่น โรคหอบหืด โรคมะเร็ง อุบัติเหตุ หมอจะบันทึกลงไปในช่อง สาเหตุการตายว่า เกิดจากภาวะหัวใจล้มเหลวไม่ทำงาน นักสถิติที่รวบรวมไม่ได้ดูสาเหตุที่เเท้จริงว่า ทำไมหัวใจดวงน้อยๆถึงไม่ยอมเต้น ก็ตกใจว่า คนไทยตายจากโรคหัวใจกันมาก ผลก็คือทำให้ผู้คนในสมัยนั้นกลัวโรคนี้ขึ้นสมอง พยายามหาหนทางเเก้ไขเเละป้องกันกันอย่างเต็มที่ครับ มีการออกข่าวคึกโครม ถึงวิธีการปฏิบัติที่จะทำให้หลีกห่างจากโรคนี้มากมาย

หนึ่งในนั้น คือการบริหารเเบบเเอโรบิค โดยการวิ่ง วัตถุประสงค์ การออกกำลังกายชนิดนี้ คือการกระตุ้นให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น 80% ของความสามารถที่หัวใจคนนั้นจะเต้นได้ ให้เต้นอยู่อย่างนี้นาน ประมาณ 15-20 นาที นัยว่าสามารถลดปริมาณไขมันตัวร้าย พวกคลอเรสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ เเละเพิ่มปริมาณไขมันตัวดี เอชคลอเรสเตอรอล ลดโอกาสการอุดตันเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ ที่ทำให้คนเป็นโรคหัวใจ
ปรากฎว่า มีการโหมโรง โฆษณาชวนเชื่อ ให้คนไทยวิ่งกันอย่างมากมายทุกวัน เเต่กลับพบว่า คนที่อายุประมาณ 40 ปีขึ้นไป ไปพบเเพทย์ด้วยอาการที่ไม่เกี่ยวกับโรคหัวใจมากขึ้นครับ นั่นคืออาการปวดเข่า เข่าบวม มีข้อเข่าเสื่อมผุพังมากขึ้นอย่างน่าตกใจ
มีการศึกษาวิจัย ว่าการวิ่งทำให้ข้อเข่า เสื่อมมากขึ้นจริงหรือไม่ของมหาวิทยาลัยเเคลิฟอร์เนีย เมื่อปี 1993 โดยการเฝ้าดู นักวิ่ง 35 คน ติดต่อกัน 5 ปี โดยมีการตรวจสอบ เอ็กเรย์กระดูกข้อมือ กระดูกสันหลัง เเละข้อเข่าทุกๆปี ปรากฎว่าอัตราการเป็นข้อเสื่อมไม่ได้เเตกต่างจากคนทั่วไป หมายความว่า นักวิ่งกลุ่มนี้ การวิ่งไม่ได้ทำให้เป็นข้อเข่าเสื่อมเร็วขึ้นเเละมากขึ้น
อ้าว…… เเล้วคนไทยในสมัยนั้น ที่ไปวิ่งกันมากมาย ทำไมถึงปวดเข่า เเละเป็นเข่าเสื่อมมากขึ้นละครับ มีเเพทย์หลายๆ คนพยายามหาสาเหตุที่เเท้จริง จนกระทั่งพบว่า มีปัจจัยที่เเตกต่างระหว่างคนไทย กับคนต่างประเทศ เเละยังเป็นต้นเหตุที่เเท้จริงที่ทำให้นักวิ่งไทยเป็นข้อเข่าเสื่อมมากขึ้น คือ กล้ามเนื้อของคนไทยไม่เเข็งเเรงครับ

คนต่างประเทศ โดยเฉพาะยุโรป หรือ อเมริกา จะเป็นนักออกกำลังกาย นักเล่นกีฬาอย่าง ต่อเนื่อง ไม่ใช่เพิ่งมาออกกำลังกายตอนมีเวลาว่าง หรือมาออกกำลังกายเมื่อวัยเกษียน การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ทำให้กล้ามเนื้อทั่วไป โดยเฉพาะกล้ามเนื้อที่หลังเเละต้นขา เเข็งเเรง ไม่มีสภาพการถดถอยของกล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้อรับเเรงเเละผ่อนเเรง กดจากน้ำหนักตัวได้อย่างสมดุล เมื่อเวลาคนเราหยุดออกกำลังกายนานๆ เช่น คนหนุ่มสาวของบ้านเรา ที่เมื่อจบจากการศึกษา ออกมาทำงาน มักจะไม่มีเวลาในการออกกำลังกาย เล่นกีฬา อย่างต่อเนื่อง จะมีภาวะอย่างหนึ่งค่อยๆ เกิดขึ้นในกล้ามเนื้อของคนคนนั้น คือ ขนาดของเส้นใยกล้ามเนื้อจะลีบลง ลีบลง จนกล้ามเนื้อบางจุด เช่น หลัง เเละขาจะสู้ หรือทนน้ำหนักตัวที่ต้องมีการออกเเรงในชีวิตประจำวันไม่ไหว ผลก็คือ จะมีการอักเสบสะสมเล็กๆ น้อย ต่อเนื่องภายในกล้ามเนื้อ
เมื่อมีข่าวเเว่วมา ว่าการวิ่งทำให้เป็นโรคหัวใจน้อยลง คนไทยเราก็เฮโลไปวิ่งในสวนกันใหญ่ โดยไม่เคยมีการตรวจสอบก่อนว่า กล้ามเนื้อรอบหัวเข่าเเข็งเเรงหรือไม่ พอจะทนน้ำหนักตัวเราขณะทีวิ่งได้หรือไม่ การวิ่งนานๆ ที่ไม่มีกล้ามเนื้อที่เเข็งเเรงคอยปกป้อง คอยผ่อนเเรงกระเเทกซ้ำๆ ที่ผิวข้อเข่า จึงทำให้ข้อเข่าเกิดอักเสบ เกิดการเสื่อมเเละผุพังเร็วขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่มีอายุเข้าสู่วัยกลางคน กระดูกอ่อนที่อยู่บริเวณผิวข้ออยู่ในสภาพที่ถดถอยอยู่แล้ว รายไหนรายนั้นครับ พอเริ่มต้นวิ่งไปซัก 3-4 วันก็จะมีอาการบวม ปวดที่เข่าขึ้นมา เห็นมั้ยครับว่า กล้ามเนื้อรอบเข่าของเราสำคัญต่อกระดูกมากเเค่ไหน
สบายกาย คลายปวดเข่าครับ

การฉีดยาเข้าภายในข้อเข่า ดี หรือไม่?
การฉีดยาเข้าภายในข้อเข่า ดี หรือไม่
ยาฉีดที่เเพทย์กระดูกฉีดเข้าไปในข้อที่นิยมใช้ในปัจจุบันนี้มี สองประเภทครับ หนึ่ง ยาเเก้อักเสบมีสารสเตอร็รอยด์ผสมอยู่ สอง น้ำยาข้อเทียมที่ปัจจุบันมีแพทย์รุ่นใหม่นำมาใช้มากขึ้นเรื่อยๆ

วิธีการรักษาโรคข้อเข่าเสื่อม ที่มีอาการปวด บวม ร้อน มีหลายวิธีครับ ตั้งเเต่วิธีที่ไม่เจ็บตัว เเละวิธีที่เจ็บตัวมากขึ้นเรื่อยๆ เเน่นอนครับ ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ทั้งคนไข้เเละหมอที่รักษาคงไม่มีใครเลือกวิธีที่เจ็บตัว หรอกครับ เเต่บางครั้งเราก็เจอเรื่องเเปลกๆเหมือนกัน คนไข้บางคนเข้ามานั่งที่ห้องตรวจ คำเเรกก็คือขอฉีดยา เวลาหมอเเนะนำอะไรก็ไม่ค่อยฟัง ขอฉีดยา อย่างเดียว เพราะฝังใจจากการรักษาครั้งก่อนๆ พอฉีดยา เเล้วหายเร็วกว่า กลับไปทำงานได้เร็วขึ้น เเต่บางคนทั้งที่มีอาการปวดบวมที่เข่ามาก ทานยามานานไม่ดีขึ้น หรือเข่าบวมอักเสบมาก เเม้ว่าหมอจะเเนะนำให้เปลี่ยนมาฉีดยาหลายครั้งก็ปฏิเสธ เนื่องจากฝังใจในทางตรงกันข้ามว่า ยาฉีดอันตรายมากกว่า ยาทานหรือถ้าฉีดไปนานๆเเล้วจะดื้อยาจริงๆเเล้ว ความเข้าใจในเรื่องยาฉีดข้อเข่า ในโรคข้อเข่าเสื่อมที่ถูกต้องคืออะไรครับ วันนี้เราจะมาคุยกันในเรื่องนี้ให้ชัดเจน

ยาฉีดที่เเพทย์กระดูกฉีดเข้าไปในข้อที่นิยมใช้ในปัจจุบันนี้มี 2 ประเภท
1.ยาเเก้อักเสบมีสารสเตอรอยด์ผสมอยู่
2.น้ำยาข้อเทียมที่ปัจจุบันมีแพทย์รุ่นใหม่นำมาใช้มากขึ้นเรื่อยๆ

การฉีดยาเเก้อักเสบ เป็นวิธีที่เเพทย์จะเลือกใช้ เมื่อเห็นว่า ผู้ป่วยทานยาเเก้อักเสบติดต่อกันมานานเกินไป เช่น เกิน สองสัปดาห์ ในบางคนจึงเริ่มมีอาการของผลข้างเคียงตามมา เช่น ปวดกระเพาะ หรือทำให้ไตทำงานหนักขึ้น เพราะไตมีหน้าที่ในการขับถ่ายสารเคมีที่เกิดจากการทานยาเเก้อักเสบติดต่อกันเป็นเวลานาน
ข้อดี
ยาฉีดเเก้อักเสบมี ข้อดีตรงที่ว่า เมื่อฉีดเข้าตรงจุดที่มีการอักเสบ อาการปวดจะหายเร็วกว่า เเละ ฤทธิ์ยาจะอยู่ได้นานกว่า ทำให้ไม่มีความจำเป็นต้องทานยาติดต่อกันนานๆ ใช้ชีวิตที่ปราศจากการเจ็บเข่า โดยไม่ต้องทานยาเเก้ปวด เเก้อักเสบทุกวัน อีกทั้งทำให้ผู้ป่วยไม่ปวด เวลาที่จะบริหารกล้ามเนื้อข้อเข่า เพื่อฟื้นฟูร่างกายให้ กลับมาเดินได้ดีเเละเเข็งเเรงเหมือนเก่า
มีความเข้าใจผิดๆ เกี่ยวกับยาฉีดชนิดนี้หลายประการ เช่น พอรู้ว่ามีสารสเตอรอยด์ผสมคนทั่วไปก็จะกลัวว่า เมื่อฉีดเข้าไปในข้อเข่า กระดูกจะบางและมีอันตราย สารสเตอรอยด์จะอันตรายก็ต่อเมื่อเรานำไปใช้ในทางที่ผิด เช่น ไปผสมกับยาลดไข้เเก้สารพัดโรค ทำให้คนที่ทานติดต่อเป็นเวลานาน ทำให้มีปัญหาเรื่องน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หรือทำให้ร่างกายหยุดผลิตฮอร์โมนที่สำคัญต่อร่างกายอย่างถาวรไป เเต่ผมอยากให้คิดนะครับว่า ถ้าสารสเตอรอยด์มีเเต่โทษอย่างเดียว ทำไมถึงยังมีการผลิตใช้ในวงการเเพทย์ อยู่อย่างในปัจจุบันนี้ล่ะครับ ความจริงยาทุกตัวต่างก็อาจจะมีผลข้างเคียง ถ้านำไปใช้เเบบผิดวิธี
ประการที่สองที่มีความเข้าใจเเละกลัวยาฉีดกันมาก ก็คือ การถูกฉีดยาบ่อยเกินไปจะมีอันตรายหรือไม่ จะดื้อยาหรือเปล่า โดยปกติเเล้วยาที่เเพทย์กระดูกฉีดจะมีฤทธิ์อยู่ในเนื้อเยื่อตำเเหน่งที่ฉีดประมาณ 2-3 เดือน ดังนั้นจึงไม่มีจำเป็นที่จะฉีดยาตัวนี้ซ้ำๆในตำเเหน่งเดิม ถ้ายายังมีฤทธิ์อยู่เเต่ไม่สามารถบรรเทาอาการปวดข้อเข่าลงไปได้ เราก็คงต้องหาในการรักษาข้อเข่าเสื่อมด้วยวิธีอื่นๆต่อไปครับ
ข้อเสีย
ส่วนข้อเสียของวิธีการรักษาเเบบนี้ก็มีนะครับ อย่างเเรกที่เห็นชัด คือ เจ็บตัวเเต่ไม่อันตราย ที่อันตรายก็คือ อาจจะมีการติดเชื้อจากผิวหนังเเทรกซ้อนเข้าไปที่ข้อเข่าได้ เพราะเราไปทำให้เกิดช่องที่ทะลุจากผิวหนังเข้าสู่ข้อเข่าเอง การฉีดยาเข้าข้อจึงต้องทำในรายที่จำเป็นจริงๆ เเละควรให้ให้เเพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้นเป็นคนฉีดครับ


เข่าโก่งใจไม่โก่ง
วันหนึ่งในหน้าร้อน ผมมีโอกาสได้ไปเดินเล่นที่สวนลุมที่หลายคนอาจจะลืมเลือนไปแล้วว่าเดินทางไปอย่างไร สวนลุมเป็นสวนสาธารณะใกล้กับโรงพยาบาลจุฬาครับ ถ้าลงรถไฟฟ้า จากสถานีศาลาแดงก็เดินย้อนขึ้นมาทางโรงเเรมดุสิตธานีมาหน่อยก็จะถึง วันอาทิตย์เย็นๆจะมีการแสดงดนตรีในสวนของนักดนตรีมืออาชีพให้เราได้มานั่งดูฟรีๆไม่เสียตังค์

ไม่น่าเชื่อว่า ในเย็นวันนั้น ผมจะได้พบคนที่รู้จักกัน ตั้งสามคน เป็นสามคนที่ต่างวัยกันอย่างมาก แถมให้ข้อคิดดีๆกลับมาบ้าน
คนเเรก มาทักเสียงดัง อาจารย์คะ พาลูกมาเที่ยวหรือคะ หันไปมองเป็นสาวรุ่นคุ้นๆหน้า เธอรีบเเนะนำตัวเองว่า เคยเป็นผู้เเทนบริษัทยา ที่เคยเอาข้อมูลยาตัวใหม่จากอเมริกามาให้ถึงที่ทำงาน ปัจจุบันเธอไม่ได้ทำงานของบริษัทเเล้ว เเต่มาบริหารร้านขายยาของครอบครัวให้สมกับการเป็นเภสัชกรสาว จบใหม่ไฟเเรง วันนั้นเธอหน้าตายิ้มเเย้มแจ่มใส แล้วเฉลยตอนหลังว่า เธอมาวิ่งมินิมาราธอนการกุศลให้ชาวใต้ ก่อนจะไหว้ลาขอไปวิ่งต่อให้ครบรอบ ก็เลยอวยพรให้เธอโชคดี มีความสุขมากๆให้สมกับความเป็นคนใจบุญที่เธออุตส่าห์ตั้งใจมาช่วยเหลือคนอื่นในวันนี้
คนที่สอง มาเจอกันที่สนามเด็กเล่น กลางแจ้งใกล้กับ เวทีดนตรีในสวน เป็นน้องของเพื่อนที่เป็นหมอรุ่นเดียวกัน เเต่ตัวเขาไม่ใช่หมอ พาลูกมาเที่ยวสวนลุมตั้งสามคนเเน่ะ บอกตามตรง ผมจำชื่อเขาไม่ได้เลย อาจจะเป็นเพราะวันวันนึง ต้องเจอะเจอผู้คนมากมาย หลายแบบ แต่น้องคนนี้เรียกชื่อผม ทั้งนามสกุลชัดเจน การที่คนเราจะจำชื่อ และนามสกุลคนอื่นที่ไม่ได้เจอะเจอกันนานๆแบบนี้ได้ ไม่เขามีสมองที่ดี ความจำที่เยี่ยมยอด ผมก็คงไปทำอะไรให้เขาจดจำไม่รู้ลืม ได้แต่ ภาวนา หวังว่าเป็นเรื่องที่น่าประทับใจ
ดังที่ผมบอกแล้วในตอนแรก ทุกๆเย็นวันอาทิตย์ ที่สวนลุมจะมีการแสดงดนตรีในสวน เคยอยู่โรงพยาบาลจุฬามาตั้งเกือบ 10 ปี ทั้งกิน นอน ทำงานอยู่เวรโต้รุ่งที่โรงพยาบาล เเต่ได้มานั่งเล่นที่สวนลุมนับครั้งได้
เย็นวันนี้ มี ปู พงสิทธ์ คัมภีร์มาเล่น ผมไม่ชอบนั่งใกล้ๆเวที เพราะกลัวเสียงจะดังมากเกินไป ก็เลยถอยมาไกลที่สุด นั่งบนก้อนหินใหญ่เกือบติดขอบถนน ตั้งใจจะฟังซักสาม สี่เพลงแล้วก็จะกลับเพราะใกล้มืดเข้าไปทุกที สายตาก็เหลือบเห็นชายชราคนหนึ่งแต่ดูเเข็งเเรง เเต่งตัว ใส่เสื้อยืด กางเกงขาสั้น เดินทะมัดทะแมงผ่านหน้าผมไป แล้วเลือกนั่งเก้าอี้ที่ยังว่างอยู่ จำได้ว่า เป็นอาจารย์ผู้สอน วิชากายวิภาค คือ การผ่าตัดศพอาจารย์ใหญ่ ที่นิสิตเเพทย์ปีที่สองต้องเรียนทุกคนเพื่อให้รู้จักร่างกายส่วนต่างๆเป็นพื้นฐาน เรียกว่า ได้จับมีดผ่าตัดครั้งเเรกก็วิชานี้เเหละครับ พอจังหวะเพลงจบ รีบเข้าไปนั่งคุกเข่าข้างเก้าอี้อาจารย์ กราบสวัสดี และชวนอาจารย์คุย
ภาพความทรงจำในอดีตเมื่อ 20ปีที่แล้วก็ย้อนกลับมาอีกครั้งหนึ่ง จำได้ว่า พวกเราเรียกอาจารย์ท่านนี้เป็นอาจารย์ได้เต็มปาก ความที่อาจารย์เป็นคนที่ตั้งใจสอนวิชานี้มาก ทั้งที่ในสมัยนั้นรวมทั้งปัจจุบัน หาคนที่เป็นหมอมาสอนวิชานี้ยากมาก เพราะคนที่เป็นหมอก็อยากจะใช้วิชาหมอไปรักษาคนเป็นๆมากกว่า
อาจารย์เล่าให้ฟังว่า อาจารย์มาที่นี่เกือบทุกเย็นวันอาทิตย์เพราะใกล้กับหอพักแพทย์ มาเดินออกกำลังกาย เพราะอาจารย์เป็นโรคหัวใจ เเละผ่าตัดบายพาสหัวใจเมื่อเกือบ 10 ปีที่เเล้ว ตอนนี้อาจารย์ก็น่าจะมีอายุ 70 -75ปี เเล้ว เเน่นอนว่าสภาพร่างกายก็ต้องทรุดโทรมไปตามสังขารที่ร่วงโรย อาจารย์บอกว่าไม่ได้เล่นเทนนิสที่เป็นกีฬาโปรดเเล้ว เพราะเข่าอาจารย์ทั้งเสื่อมเเละโก่ง ไม่ยอมให้ความร่วมมือกับเจ้าของ เวลาวิ่งก็จะปวดเข่ามาก ผมสงสัยถามอาจารย์ว่า แล้วทำไมอาจารย์ยังมาอยู่หอพักอาจารย์แพทย์ที่โรงพยาบาลจุฬาอยู่ละ
อาจารย์ก็เลยบอกว่า ทั้งที่อาจารย์เกษียนอายุการทำงานมาหลายปีแล้ว เเต่ถูกขอร้องจากคณะเเพทย์ จุฬาให้เป็นอาจารย์พิเศษ สอนวิชากายวิภาคให้นิสิตเเพทย์ต่อ ถ้านับถึงปัจจุบันก็ถูกขอร้องเป็นปีที่ 10 ติดต่อกัน นับจากวันที่เกษียน.. ( ปกติการเป็นอาจารย์พิเศษต่อหลังจากเกษียณ 1-2 ปี ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเเล้วครับโดยเฉพาะคณะเเพทย์)
คืนวันนั้น ผมกราบลาอาจารย์ด้วยจิตใจที่อยากให้ถึงเช้าพรุ่งนี้ไวๆ เพราะจะได้ทำงานโดยใช้ความรู้กายวิภาคศาสตร์ให้สมกับเป็นวิชาที่มีคุณค่าความหมาย และความตั้งใจของอาจารย์

Knownledge Note : HTO High Tibia Osteotomy เป็นการผ่าตัดเเก้เข่าโก่ง ในคนอายุน้อยตั้งเเต่ 18ปี จนถึงอายุ65-70 ปี โดยประมาณ การมีเข่าโก่งก่อนวัย 60 ปี ทำให้การใช้งานข้อเข่าเต็มไปด้วยความลำบาก มีอาการปวดเข่าเรื้อรัง เดินไม่ถนัด ทำให้ข้อเข่าเสื่อมเร็วกว่าปกติ การเเก้เข่าโก่ง ด้วยวิธีนี้ ไม่ต้องผ่าตัดใหญ่เปลี่ยนข้อเข่าเทียม เเต่จะเป็นการผ่าตัดเเผลเล็ก มีการยึดกระดูกด้วยโลหะคล้ายปิ่นปักผมชั่วคราว 6 อาทิตย์ หลังจากถอดออก คนไข้เข่าโก่งก็จะมีเข่าตรงสวย ไม่เสียเปรียบเชิงกลเวลาเดิน หรือเล่นกีฬา ทำให้กระดูกเข่าไม่เสื่อม ผุพังง่าย เหมือนตอนเข่าโก่ง ยืดอายุการใช้งานตามสภาพอายุจริงของเจ้าของครับ


บาดเจ็บเข่า ไม่ใช่เรื่องกระดูกอย่างเดียว
เมื่อคนเรา เกิดอุบัติเหตุที่หัวเข่า จากการเล่นกีฬา หรือจากการขับขี่ยวดยานพาหนะโดยเฉพาะมอเตอร์ไซด์ ทั้งหมอฉุกเฉิน และผู้ป่วยก็จะ มุ่งเน้นไปที่กระดูก กลัวว่าจะมีกระดูกหักหรือเปล่า เพราะกลัวว่า ถ้าหักแล้วจะเดินไม่ได้หลายเดือน แต่ เรากลับลืมนึกถึง อวัยวะ อยู่สามอย่างที่อยู่ภายในข้อเข่าและมีความสำคัญมากไม่น้อยไปกว่ากระดูกเลยครับ นั่นก็คือ หมอนรองกระดูก กระดูกอ่อน และ เอ็นไขว้หน้า หลัง


กระดูกอ่อน (Cartilage) เป็นอวัยวะ ซึ่งอยู่บริเวณหน้าสัมผัสของผิวข้อครับ มีหน้าที่ผลิตน้ำในข้อ เพื่อทำให้เกิดความหล่อลื่นระหว่างผิวสัมผัสภายในข้อ ในช่วงที่มีเคลื่อนไหว ของหัวเข่า อีกทั้งเป็นอวัยวะส่วนสำคัญที่จะทำให้ คนเราเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมช้าลง เพราะกระดูกอ่อนทึ่เริ่มสึกหรอเป็นจุดเริ่มต้นของโรคนึ้ครับ

เวลามีการบาดเจ็บเกิดขึ้นที่กระดูกอ่อนนั้น มีวิธีสังเกตุอาการดังนี้ คือ มีอาการเจ็บลึกๆ อยู่ภายในข้อเข่า ไม่สามารถกดกระตุ้นให้เจ็บมากขึ้นได้ เพราะว่ากระดูกอ่อนที่บาดเจ็บ ส่วนใหญ่จะอยู่ลึกครับ อาจจะมีอาการเข่าบวม เป็นๆ หายๆ อยู่หลายสัปดาห์หลังจากการเกิดอุบัติเหตุ งอเข่าอาจจะไม่สุดเหมือนเดิม เวลาลงน้ำหนักเดินจะเจ็บที่ข้อเข่า ในจุดเดิมซ้ำๆทุกครั้ง และจะเดินไม่ค่อยถนัด เมื่อไป x ray ก็จะไม่พบห็นสิ่งผิดปกติ เพราะกระดูกอ่อนที่แตกนั้น ไม่สามารถเห็นได้จากการ x ray ธรรมดาครับ เพราะฉะนั้น คนไข้ในกลุ่มนี้ จึงจำเป็น ต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยที่ละเอียดมากขึ้นกว่าเดิมครับ คือ การทำ MRI (Magnatic Resonance Imaging) หรือการสแกนเข่าด้วยคอมพิวเตอร์ เพื่อที่จะสามารถบอกความรุนแรงของการบาดเจ็บ คือ ความลึกและความกว้างของการสึกหรอของกระดูกอ่อน และยังบอกตำแหน่งที่บาดเจ็บได้อย่างแม่นยำ ทำให้เราสามารถเลือกวิธีการรักษาที่ถูกวิธีให้กับผู้ป่วยได้ถูกต้อง และฟื้นตัวเร็วขึ้น
สำหรับในเรื่องของเอ็นข้อเข่า (Ligaments) ที่บาดเจ็บนั้น เราก็ต้องทราบก่อนนะครับ ว่า บริเวณข้อเข่าของมนุษย์นั้น มืเอ็นที่สำคัญอยู่ถึง สี่เส้น คือ เอ็นประคองเข่าด้านใน (Medial Collateral Ligament) และด้านนอก (Lateral Collateral Ligament) และ เอ็นไขว้หน้า และหลัง (Anterior and Posterior Cruciate Ligaments) เอ็นเหล่านี้มีหน้าที่ช่วยทำให้ข้อเข่าแข็งแรงขึ้น กระชับมากขึ้น และมีกำลังมากขึ้น ตัวอย่งเช่น ถ้าเอ็นประคองเข่าด้านในฉีกขาด เวลาเรายืน เข่าของเราก็จะอ้าออก ทำให้ยืนได้ไม่นานและเดินนานไม่ได้ จะมีอาการปวดตรงข้อพับเข่าด้านใน ซึ่งถ้าฉีกจนหมด เราก็จะไม่สามารถยืนยันพื้นได้ และถ้าไม่ได้รักษาอย่างไม่ทันท่วงที โดย การใส่เฝือกที่หัวเข่านานถึง สองสัปดาห์ เอ็นส่วนนี้ก็อาจจะไม่ติด ทำให้ผู้ป่วยมีอาการเดินลำบากเรื้อรังได้ จำเป็นต้องรักษาโดยการผ่าตัด โดยเปิดหัวเข่าเข้าไปซ่อมแซมเอ็นเท่านั้นครับ


ส่วนเอ็นไขว้หน้าและหลังนั้น ซึ่งมักจะเกิดขึ้นได้บ่อยใน นักกีฬา ถ้ามีการฉีกขาด เราก็จะมีความรู้สึกไม่มั่นคงของเข่า เวลาเดินอาจจะมีอาการเหมือนคนที่เข่าจะหลุด เข่าโย้ และ อาจมีการทรุดตัวลงไป คนที่ต้องต้องการความคล่องตัวของหัวเข่า เช่น นักกีฬา หรือคนทำงานในวัยหนุ่มก็จะมีปัญหาได้

เอ็นสองเส้นนี้ ถ้ามีการฉีกขาดหมด จะไม่สามารถซ่อมแซมได้ เรียกได้ว่า ขาดแล้วขาดเลย จะไม่สามารถผ่าตัดเอามาต่อกันได้ จำเป็นต้องใช้เอ็นส่วนอื่นมาแทน แต่ก็โชคดีครับ ที่เทคโนโลยี่การผ่าตัดในส่วนนี้ พัฒนาไปถึงขั้นที่ว่า สามารถใช้กล้องส่องเข้าไป ผ่าตัดสร้างเสริมเอ็นตัวใหม่ได้ โดยมีบาดแผลเป็นรูเล็กๆเท่านั้น


อวัยวะสุดท้ายที่อยู่ในข้อ และมีโอกาสบาดเจ็บ คือ หมอนรองกระดูก (Meniscus) ซึ่งจะมีรูปร่างเป็นเหมือนครึ่งวงกลม รองรับแรงกระแทกอยู่ระหว่างข้อต่อ เราอาจจะมีอาการปวดอยู่ที่หน้าข้อเข่า มีรอยบวม กดเจ็บจากผิวหนังเข้าไป ในระยะแรกๆ แต่ถ้าปล่อยเรื้อรังก็จะเกิดปัญหา ปวดเข่าเรื้อรังได้ หรือมีอาการเข่าบวม เป็นๆ หายๆ ขึ้นอยู่กับการใช้งาน ในกรณีที่เกิดการฉีกขาดรุนแรง และชิ้นส่วนของหมอนรองกระดูกหลุดออกไปขัดขวาง การเคลื่อนไหวของข้อ จะทำให้ข้อเกิดการล็อดตัวและ เคลื่อนไหวไม่ได้ ชั่วคราว แต่ลองนึกดูนะครับว่า ถ้าอาการนี้เกิดขึ้น ระหว่างเดินข้ามถนนแล้วอยู่กลางถนนพอดี เกิดอาการก้าวขาไม่ออก อะไรจะเกิดขึ้น
การดูแลรักษา ในเรื่องของหมอนรองกระดูกบาดเจ็บนั้น จะขึ้นอยู่ที่ความรุนแรงในการบาดเจ็บ ถ้าเป็นน้อยอาจจะเพียงพักการใช้งานของหัวเข่า แต่ถ้าฉีกขาดมาก ก็จำเป็นต้องส่องกล้องเข้าไปซ่อมแซม โดยการเย็บ ยิงหมุด ซ่อม หรือตกแต่งขอบแผลของหมอนรองกระดูกให้เรียบร้อยขึ้น และคีบเอาชิ้นส่วนที่ไปขัดลำอยู่ที่ข้อออก ก็จะทำให้ข้อเข่ากลับมาเคลื่อนได้ดีเหมือนเดิม อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นที่ข้อเข่า จึงไม่ใช่เรื่องของกระดูกหัก หรือ แตกแต่เพียงอย่างเดียว จำเป็นต้องระมัดระวังอวัยวะสามอย่างที่กล่าวมาด้วย แล้วเราก็จะสามารถใช้เข่าได้นานๆ ต่อไป


คุณเริ่มเป็นข้อเข่าเสื่อมเเล้วหรือยัง? ตอนที่ 1
คุณเริ่มเป็นข้อเข่าเสื่อมเเล้วหรือยัง?
โรคข้อเข่าเสื่อม เป็นโรคที่มีการทำร้ายผิวกระดูกอ่อนบริเวณข้อต่อเกิดการสึกหรอ ยุบตัวลงมาของข้อเข่า มีกระดูกงอกที่เห็นได้ชัดจาก X-Ray มีคนหลายคนกระหยิ่มยิ้มย่อง คิดว่าถ้าอายุไม่ถึง 60 ปี ไม่มีทางที่จะเป็นโรคข้อเข่าเสื่อม ความคิดนี้อาจจะถูกในสมัยก่อน ที่เรามีการใช้ข้อเข่าทำงานน้อย สมัยก่อนที่เรามีการออกเเรง กล้ามเนื้อหัวเข่า อย่างสม่ำเสมอ เเต่ถ้าเป็น ในยุคปัจจุบัน อาจจะไม่ถูกต้องทั้งหมด มีการพบคนเป็นข้อเข่าเสื่อมในอายุที่น้อยลงเรื่อยๆ เเน่นอนยิ่งอายุเยอะ ยิ่งมีอัตราการเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมมากขึ้น เเต่ถ้าเราไม่ใส่ใจดูเเลจริงจัง เราอาจจะเป็นโรคนี้โดยไม่รู้ตัว ครับ
อาการของข้อเข่าเสื่อมเเบ่งเป็น 6 ขั้น เรียงจากเป็นน้อยๆ ไปหามาก ดังนี้ ครับ
ระยะที่หนึ่ง ระยะนี้ความจริงยังไม่ถือว่าเป็นโรคข้อเข่าเสื่อม เหตุเพราะผิวข้อเข่า ยังไม่สึกกร่อน ผิวกระดูกอ่อนเรียบดี ตามที่เราได้บอกนิยามการเป็นโรคข้อเข่าเสื่อม ว่า ต้องมีการสึกกร่อนของผิวกระดูกอ่อนก่อน เเต่อาการระยะเเรกนี้ ถือว่า สำคัญที่สุด เพราะถ้าเราตรวจสอบได้ก่อน เเละรีบเเก้ไข เราก็จะสามารถหยุดขบวนการที่ทำให้เป็นโรคเข่าสื่อมได้ อาการที่ว่านี้คือ อาการเมื่อยล้าที่น่องเเละต้นขาครับ คนไข้จะเมื่อย เเต่ไม่ถึงกับปวด ยังสามารถเดินได้ตามปกติดี ตกกลางคืนจะมีอาการเมื่อยล้าเเบบน่ารำคาญ นอนไม่หลับ ใครที่เเต่งงานเเล้วก็อาจจะขอให้คู่ของตนช่วยนวดที่ขาให้หน่อย ถ้ามีลูกทีโตพอจะใช้งาน ก็จะถูกใช้ให้จับเส้น นวดเบาให้เกือบทุกคืน อาการที่เป็นจะไม่สัมพันธ์กับความหนักเบาของการทำงาน เช่น บางคนไม่ได้เดินมาก นั่งเฉยๆทั้งวันก็มีอาการเมื่อยล้าได้
อาการเเรกเริ่มนี้ ยังพบได้ในคนที่ไม่ได้ค่อยชอบออกกำลังกาย ไม่เล่นกีฬาอย่างสม่ำเสมอ บางครั้งจะมีการออกกำลังกายตามเเฟชั่นบ้าง เป็นครั้งคราว เช่น การเต้นเเอโรบิค โยคะ เเต่เพราะไม่ได้บริหารกล้ามเนื้อเหนือหัวเข่าดีพอหรือสม่ำเสมอ พอความทนเเละความเเข็งเเรงของกล้ามเนื้อจะถดถอยเเละน้อยลงเรื่อยๆ ยิ่งบวกกับการที่กล้ามเนื้อต้นขาเเละน่องต้องทำงานซ้ำซากจำเจในช่วงกลางวัน เช่น นั่งงอเข่านานๆ จะทำให้เกิดการอักเสบเล็กๆน้อยๆ สะสมอยู่ในกล้ามเนื้อ ตกตอนเย็นเมื่อการอักเสบกล้ามเนื้อมีมากพอ คนไข้จึงเริ่มเมื่อยล้า โดยเหตุนี้จึงมีอาการเฉพาะตอนกลางคืน ตื่นเช้าก็จะดีขึ้น เพราะกล้ามเนื้อได้พักผ่อนคลายมาทั้งคืน บางคนจึงมักติดนวด(เเผนโบราณนะครับ) ตลอดเวลา เดินเที่ยวห้างไกลมากหน่อย กลับมาก็จะเมื่อยล้ามาก
ข้อสังเกตอาการเมื่อยล้าที่เกิดจากภาวะ ความเเข็งเเรงของกล้ามเนื้อถดถอย ก็คือมักจะมีอาการ ทั้งสองข้างพร้อมๆกัน โดยเฉพาะจะเป็นตำเเหน่งใกล้เคียงกัน บางคนไปหาหมอกระดูก ได้ยาเเก้อักเสบมาทานก็จะดีขึ้น เเต่พอหมดฤทธิ์ยา 2-3สัปดาห์ อาการเมื่อยล้าก็จะกลับมาใหม่ไม่หายขาด ด้วยเหตุที่การทานยาไม่ได้ไปเเก้ ต้นเหตุของการอักเสบ เพราะสภาพความเเข็งเเรงของกล้ามเนื้อประคองเข่ายังไม่เเข็งเเรงเหมือนเดิม ต้องนั่งงอเข่านานๆเหมือนเดิม อาการเมื่อยล้าจึงยังคงอยู่เหมือนเดิม
เมื่อกล้ามเนื้อล้ามากขึ้น เวลาขึ้นบันลงบันได จะเริ่มมีเสียงเข่าลั่นเเละดังมาก จนคนอื่นได้ยิน เหตุเพราะกล้ามเนื้อส่วนขา ต้องออกเเรงมากขึ้นในการเคลื่อนไหว ความตึงของเอ็นที่ขึงจะตึงเพิ่มขึ้น ดังนั้นเวลาเคลื่อนไหวเอ็น เเละกล้ามเนื้อขาเหล่านี้จะเสียดสีกันจนเกิดเสียงดังมากขึ้น ถ้ามีการเคลื่อนไหวข้ออยู่บ่อย เช่น การปั่นจักรยาน การเดินนานๆ การเต้นเเอโรบิค ก็อาจจะเริ่มมีการเสียดสีผิวกระดูกอ่อนข้อทำให้ข้อสึกเพิ่มขึ้นเกิดการอักเสบ เเละก่อให้เกิดอาการในขั้นสองต่อไป จะเห็นว่า อาการระยะที่หนึ่งนั้น คนหนุ่มสาวก็มีสิทธิ์เป็นได้ เพราะฉะนั้นอย่าประมาทรีบหมั่นดูเเลกล้ามเนื้อประคองเข่าตั้งเเต่ตอนนี้ดีกว่า
สบายกาย คลายปวดเข่าครับ
บทความที่เกี่ยวข้อง : คุณเริ่มเป็นข้อเข่าเสื่อมเเล้วหรือยัง? ตอนที่ 2
บทความที่เกี่ยวข้อง : คุณเริ่มเป็นข้อเข่าเสื่อมเเล้วหรือยัง? ตอนที่ 3
บทความที่เกี่ยวข้อง : คุณเริ่มเป็นข้อเข่าเสื่อมเเล้วหรือยัง? ตอนที่ 4
บทความที่เกี่ยวข้อง : คุณเริ่มเป็นข้อเข่าเสื่อมเเล้วหรือยัง? ตอนที่ 5
บทความที่เกี่ยวข้อง : คุณเริ่มเป็นข้อเข่าเสื่อมเเล้วหรือยัง? ตอนที่ 6

คุณเริ่มเป็นข้อเข่าเสื่อมแล้วหรือยัง? ตอนที่ 2
คุณเริ่มเป็นข้อเข่าเสื่อมแล้วหรือยัง
2 ระยะที่สอง คือ อาการปวด บวม เเดง ร้อน ที่ข้อเข่า อาการปวดที่เกิดขึ้นจะปวดน้อย ๆก่อน ไม่รุนเเรง มักจะเกิดขึ้น เนื่องจาก คนไข้บังเอิญมีกิจกรรมที่ต้องใช้ เข่ามากกว่าปกติหน่อย เช่น เดินไกลมากขึ้น นั่งในรถนานๆ ไปต่างจังหวัด สะดุดเเต่ไม่ล้ม เดินในที่ที่ไม่เรียบ เช่น เดินในสวนที่บ้าน หรือ เดินเล่นกอล์ฟ พอวันรุ่งขึ้น จะมีอาการปวด บวม ตามเเนวของข้อเข่า เมื่อเอามือไปสัมผัสที่ผิวหนังบริเวณนี้ จะรู้สึกว่า อุ่นขึ้น ยืนในที่สว่างๆเปรียบเทียบสีผิวของเข่าทั้งสองข้าง ข้างที่ปวดจะเเดงกล่ำมากกว่าอย่างชัดเจน

คุณผู้หญิงที่มีอายุมากหน่อย เเต่ยังมีไฟอยู่ ชอบไปเดินเที่ยวห้าง ก็มักจะมีอาการปวดเป็นๆ หายๆเป็นครั้งคราวทำให้ น่ารำคาญใจ ไปไหนมาไหนก็ไม่ค่อยสะดวก คนสูงอายุที่ชอบไปเที่ยวตามเมืองนอกที่ต้องใช้เข่าเดินไปไกลๆ ในแต่ละสถานที่ ก็มักจะมีปัญหาที่ข้อเข่ากลับมาด้วยทุกครั้ง

ตัวอย่าง เช่น การไปเที่ยวเมืองจีน ดู กำเเพงเมืองจีน ก็เป็นตารางท่องเที่ยวที่ทุกคนที่ไปไม่อยากพลาด โดยเฉพาะคนสูงอายุ เวลาเห็นพวกเพื่อนๆเดินได้ ก็จะเดินตามถึงไหนถึงกัน กำเเพงเมืองจีนนั้น ถ้าใครเคยได้ไป จะเห็นว่า เเต่ละขั้นจะมีขนาดที่ใหญ่มาก ความชันในบางจุดก็สูงมากจนเเทบจะต้องไต่ขึ้นไป เวลาเดินไปที่แต่ละป้อมก็แสนไกล พอกลับมาถึงเมืองไทยวันรุ่งขึ้น เข่าก็อาจจะเริ่มบวม และปวดมากขึ้น เวลาลงน้ำหนักเดินก็จะไม่ถนัด ต้องนั่งรถเข็น เมือไปพบแพทย์กระดูก ก็อาจจะได้รับข่าวที่ไม่ชอบ ที่ว่าเราอาจเป็นโรคข้อเข่าเสื่อม
สิ่งที่ผู้ป่วยมักจะทำผิด เวลาเกิดการอักเสบที่หัวเข่า ปวดเข่า คือ การไปประคบร้อน หรืออุ่นมากๆที่ข้อเข่า ทำให้เข่ามีอาการอักเสบมากขึ้น ต้องเข้าใจว่าการอักเสบที่เกิดขึ้น นั้นจะทำให้เกิดการบวมเเดงร้อนมากขึ้นที่ผิวหนังรอบหัวเข่าอยู่เเล้วครับ การประคบร้อน หรือบางคนก็ไปนวดจะทำให้ เกิดอาการปวดเข่ามากขึ้นจนเดินไม่ไหว เราจึงควรประคบเย็นมากกว่า เพื่อคลายการอักเสบลงมา โดยเฉพาะความร้อนที่สะสมในข้อเข่าอยู่ ซึ่งจะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ในนักกีฬาที่วิ่งจนกล้ามเนื้อเกร็ง ตึง จนออกซิเจนในกล้ามเนื่อไม่ค่อยมี กลุ่มนั้นสามารถประคบร้อน หรืออุ่นได้
มีโรคปวดข้อเข่า อีกโรคหนึ่งที่ผู้ป่วยมักจะสับสน คิดว่า เป็นโรคข้อเข่าเสื่อม เเต่ความจริงแล้วไม่ใช่ โรคนี้จะมีลักษณะที่คล้ายกันมากกับข้อเข่าเสื่อมแต่อาการเป็นหนักกว่า และเร็วกว่า เช่นปวดข้อเข่ามากกว่า บวมมากกว่าเเละข้อสำคัญ คือ ผิวหนังร้อนมากกว่า อาการปวดมากจนคนไข้บรรยายว่า ปวดจนนอนไม่หลับ เดินไม่ได้ โรคที่ว่าคือโรคเก๊าท์เข้าข้อเข่าครับ โรคนี้มีสาเหตุที่เกิดจากอาหารประเภทโปรตีนสูง (สัตว์ปีก เครื่องในสัตว์ ถั่ว ทุกชนิด ยอดผัก อัลกอฮอล์) ที่เราทาน เข้าไปมากมาก แล้วร่างกายจะย่อยสลายเป็นกรดยูริค ในบางคน ร่างกายอาจจะมีภาวะในการย่อยสลายที่ผิดปกติ ทำให้สารยูริค เกิดการสะสมในข้อต่างๆ ไม่เว้นแม้แต่ข้อเข่า เมื่อมีการกระตุ้นเพียงเล็กๆน้อยๆ เช่น ใส่รองเท้าใหม่ไปเดินไม่ถนัด ก็อาจจะก่อให้เกิดอาการปวดที่ข้อเข่า อย่างเฉียบพลันได้
การรักษาอาการข้อเข่าเสื่อมในขั้นนี้ คือ การลดอาการอักเสบเร็วๆ พักการใช้งาน หยุดการเดิน นานๆ ถ้าไปพบเเพทย์ในช่วงนี้ ผู้ป่วยก็อาจจะได้รับยาเเก้อักเสบมา รวมทั้งคำเเนะนำเบื้องต้นเกี่ยวกับโรคข้อเข่าเสื่อม
สบายกายคลายปวดเข่า
บทความที่เกี่ยวข้อง : คุณเริ่มเป็นข้อเข่าเสื่อมเเล้วหรือยัง? ตอนที่ 1
บทความที่เกี่ยวข้อง : คุณเริ่มเป็นข้อเข่าเสื่อมเเล้วหรือยัง? ตอนที่ 3
บทความที่เกี่ยวข้อง : คุณเริ่มเป็นข้อเข่าเสื่อมเเล้วหรือยัง? ตอนที่ 4
บทความที่เกี่ยวข้อง : คุณเริ่มเป็นข้อเข่าเสื่อมเเล้วหรือยัง? ตอนที่ 5
บทความที่เกี่ยวข้อง : คุณเริ่มเป็นข้อเข่าเสื่อมเเล้วหรือยัง? ตอนที่ 6

คุณเริ่มเป็นข้อเข่าเสื่อมแล้วหรือยัง? ตอนที่ 3
คุณเริ่มเป็นข้อเข่าเสื่อมแล้วหรือยัง?
ในปลายระยะนี้ ผู้ป่วยที่เป็นโรคข้อเข่าเสื่อม จะสังเกตตัวเอง ว่า เวลานั่งยองๆ มักจะเริ่มนั่งไม่ค่อยได้ครับ จะมีอาการปวดมาก เมื่อเข่าเริ่มงอมากเกิน 90 องศา โดยเฉพาะในคนที่อยู่ชนบท ต้องนั่งทานข้าวกับพื้น ไม่ว่าจะเป็นการนั่ง พับเพียบ หรือขัดสมาธิ จะเริ่มมีปัญหานั่งนานๆไม่ค่อยได้เหมือนเก่า

3.ระยะที่สาม คือ อาการงอเข่าไม่ค่อยสุด เเละอาจจะเหยียดเข่าไม่สุดด้วย ในปลายระยะนี้ ผู้ป่วยที่เป็นโรคข้อเข่าเสื่อม จะสังเกตตัวเองว่า เวลานั่งยองๆมักจะเริ่มนั่งไม่ค่อยได้ครับ จะมีอาการปวดมาก เมื่อเข่าเริ่มงอมากเกิน 90 องศา โดยเฉพาะในคนที่อยู่ชนบท ต้องนั่งทานข้าวกับพื้น ไม่ว่าจะเป็นการนั่ง พับเพียบ หรือขัดสมาธิ จะเริ่มมีปัญหานั่งนานๆไม่ค่อยได้เหมือนเก่า บางครั้งทานข้าวยังไม่หมดจานดีก็ต้องรีบเหยียดขา เพื่อบรรเทาอาการปวดข้อเข่า เวลาไปวัด ทำบุญฟังเทศน์ก็จะพับเพียบนั่งไม่ได้นาน อาจจะเริ่มบ่นในใจว่า หลวงพ่อเทศน์นานจัง ส่วนคนชราในเมือง ไม่ค่อยรู้ตัวเร็วเท่ากับคนต่างจังหวัดครับ เพราะชีวิตประจำวันห่างการใช้งานเเบบที่กล่าวมานานเเล้ว บางคนกว่าจะรู้ตัว ก็เป็นเข่าเสื่อมในระยะที่4 ที่5 ไปเเล้ว

คนสูงอายุเวลาเดินทางไกลๆ ก็ต้องเตรียมหาห้องน้ำห้องท่าที่เป็นเเบบชักโครก จะนั่งยองๆเเบบเก่าไม่ได้เเล้ว เพราะเข่าไม่ยอมงอ เเละนี่ก็อาจจะเป็นอีกสาเหตุหนึ่ง ที่เวลาลูกหลานชวนไปเที่ยวต่างจังหวัดเเล้วคนเฒ่าคนชราไม่อยากจะไป ลูกหลานก็ต้องรู้ใจนะ อย่าไปเซ้าซี้เพราะท่านอาจจะอาย ไม่กล้าบอกความจริง วิธีเเก้ปัญหาง่ายนิดเดียว เพียงเเต่ไปหาซื้อที่นั่งถ่ายสามขาแบบที่พกพาได้ มีขายตามร้านอุปกรณ์ทางการเเพทย์ทั่วไป ที่นั่งถ่ายสามขานี้ สามารถไปวางคร่อมส้วนสาธารณะทั่วไปได้ ทำให้นั่งถ่ายได้สะดวกมากขึ้น เพียงเเต่ต้องระวังนิดนึง เรื่องความเปียกลื่นของสภาพห้องน้ำสาธารณะ เดี๋ยวจะฟกช้ำดำเขียวมากกว่าเดิม

เมื่อเรามีคนชราอยุ่ที่บ้าน เมื่อถึงเวลาคงต้องลงทุนทุบห้องน้ำทำให้ท่านใหม่ ห้องน้ำใครที่ยังเป็นเเบบนั่งยองๆอยู่ ต้องรื้อทิ้ง เเละทำเป็นเเบบชักโครกสมัยใหม่นั่งสบาย เเละถ้าจะทำเเล้วก็ทำให้ดีไปเลย คือบริเวณข้างที่นั่งชักโครก ควรทำราวจับ พยุงตัว เพราะเวลาคนสูงอายุนั่งนานขาจะชา เนื่องจากเลือดลงไปเลี้ยงขาไม่สะดวก เวลาลุกจะก้าวเดินขาจะยันไม่ค่อยได้ ไม่มีเเรงบางครั้งอาจจะเซ ล้ม ทำให้เกิดปัญหาลุกลามใหญ่โต ที่พบบ่อยๆ คือ มีกระดูกสะโพกหัก หรือกระดูกสันหลังหักเเบบยุบตัว ถ้ามีราวจับให้ยืนอยู่สักพักหนึ่งเมื่อมีเเรงมากขึ้นจะทำให้เพิ่มความปลอดภัยลดอัคราเสี่ยงในการรักษากระดูกหักได้ลงอย่างมาก
ตำเเหน่งที่จะวางราวจับ ก็ต้องดูว่าคนสูงอายุที่บ้านเราสูงเเค่ไหน จังหวะที่นั่งเเละยืน เอื้อมเเขนไปจับราวได้สะดวกหรือไม่ ทำเองได้ไม่ยาก หรือจะเเวะไปดูตามห้องน้ำโรงพยาบาลก็เห็นตัวอย่างทีทถูกต้อง เเต่มีคนสูงอายุท่านหนึ่งครับที่ผมคิดว่า ท่านไม่ได้เป็นโรคข้อเข่าเสื่อมเเน่ๆ หลายคนอาจจะเคยเห็นภาพๆหนึ่งเเละจำได้ติดตา คือภาพที่หลวงพ่อคูณนั่งยองๆคีบบุหรี่ไว้ที่มือข้างหนึ่ง คงต้องยอมรับนะครับว่า ถึงเเม้ว่า หลวงพ่อจะมีความชราในด้านอายุ เเต่ข้อเข่านั้นคงจะเเข็งเเรงเเละสภาพดีอยู่ เพราะหลวงพ่อนั่งงอเข่าได้เต็มที่ โดยไม่มีอาการปวดเข่าเเสดงให้เห็นเลย
เพราะฉะนั้น อยากนั่งยองๆเต็มที่ได้นาน ต้องหมั่นดูเเลข้อเข่าตั้งเเต่วันนี้
สบายกายคลายปวดเข่าครับ
บทความที่เกี่ยวข้อง : คุณเริ่มเป็นข้อเข่าเสื่อมเเล้วหรือยัง? ตอนที่ 1
บทความที่เกี่ยวข้อง : คุณเริ่มเป็นข้อเข่าเสื่อมเเล้วหรือยัง? ตอนที่ 2
บทความที่เกี่ยวข้อง : คุณเริ่มเป็นข้อเข่าเสื่อมเเล้วหรือยัง? ตอนที่ 4
บทความที่เกี่ยวข้อง : คุณเริ่มเป็นข้อเข่าเสื่อมเเล้วหรือยัง? ตอนที่ 5
บทความที่เกี่ยวข้อง : คุณเริ่มเป็นข้อเข่าเสื่อมเเล้วหรือยัง? ตอนที่ 6

คุณเริ่มเป็นข้อเข่าเสื่อมแล้วหรือยัง? ตอนที่ 4
คุณเริ่มเป็นข้อเข่าเสื่อมแล้วหรือยัง?
ระยะที่4 คือ อาการเดินตัวโยก เมื่อการงอเข่าทำให้ผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมปวดเข่ามากเวลาเดิน ผู้ป่วยจึงพยายามหลีกเลี่ยงการงอเข่า โดยเดินเข่าเหยียดตรงแล้วพยายามยกสะโพกหรือเอียงตัวไปมาแทนเพื่อให้เท้าลอยพ้นพื้นตลอดเวลาที่เดินอยู่ เมื่อทำอยู่เป็นประจำสภาพเนื้อเยื่อรอบๆข้อเข่าก็จะเกิดความเคยชิน ข้อเข่าก็จะเริ่มยึดติดงอเข่าไม่คล่องและไม่ได้มากเหมือนเดิม สุดท้ายจึงเป็นที่มาของอาการระยะที่สี่ ที่เราจะมาคุยกันในวันนี้ คือ อาการเดินตัวโยกโย้ไปมาจนสุดท้ายต้องใช้ไม้เท้าช่วยเดิน
คนที่เป็นข้อเข่าเสื่อมในระยะนี้ เวลาเดินจะไม่งอเข่าครับเพราะยิ่งงอเข่ายิ่งปวด เเต่ใช้วิธีการปรับตัว โดยยกสะโพกขึ้นมาเเทน ทำให้พาตัวเองก้าวไปข้างหน้าได้โดยไม่เจ็บข้อเข่า ในระยะเเรกอาจจะสังเกตไม่ออกว่าท่าทางการเดินเปลี่ยนไปจากเดิม บางคนอาจจะเหนื่อยมากขึ้นทุกครั้งที่เดินนานๆ พอเกิดความเคยชินจะเห็นชัดว่าเดินตัวโยก โย้เย้ไปมา หุ่นยนตร์โบราณที่เดินตัวเเข็งๆ ที่ต้องเปรียบเทียบว่าเหมือนหุนยนตร์โบราณ ไม่กล้าเปรียบเทียบกับหุ่นยนตร์ยุดใหม่ในยุคนี้ ก็เพราะว่าหุ่นยนตร์สมัยนี้ล้ำหน้าไปมาก เวลาเดินเหินจะคล้ายกับคนเราขณะที่ยังมีเข่าดีๆอยู่ ดูอย่างหุ่นยนตร์ที่ชื่อ ASIMO เวลาเดินเหมือนคนปกติมากเลย จนเเทบสังเกตไม่ออก มีการงอเข่า งอข้อเท้า เดินตัวตรงไม่โยกเยกเหมือนกับคนที่เป็นข้อเข่าเสื่อมในระยะนี้ ยิ่งในช่วงนี้มีการปรับปรุงหุ่นยนตร์ตัวนี้ให้ วิ่งได้ด้วย ยิ่งทำให้เห็นได้ชัดว่า การเดินของหุ่นยนตร์สมัยใหม่ ดูดีกว่าคนที่เป็นข้อเข่าเสื่อม ระยะนี้ก็ไม่แน่ว่าในอนาคตอันใกล้ เราอาจจะได้เห็นการเเข่งขันวิ่งระยะ 100 เมตรระหว่างหุ่นยนตร์กับคนที่เป็นนักกีฬาระดับโลกก็ได้
อย่างไรก็ตามสุดท้ายหุ่นยนตร์ก็จะเป็นผู้ชนะ เพราะข้อเข่าของคนเรานั้น เมื่อมีการใช้งานนานเข้า ก็จะเกิดการผุพังสึกหรอ ข้อเข่าหุ่นยนตร์เมื่อพังเเล้วก็สามารถเปลี่ยนใหม่ได้ ดีเหมือนเก่าหรือดีมากกว่าเก่า เเต่ข้อเข่าคนที่ผุพังจนถึงระยะสุดท้ายนั้น ถึงแม้จะสามารถผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมได้ก็จริง แต่ก็คงทำได้ไม่ดีเหมือนเก่า เพราะเราเปลี่ยนได้แค่เพียงข้อเข่าเราเท่านั้น แต่จิตใจและสังขารส่วนอื่น ย่อมจะร่วงโรยไปตามกาลเวลา
กลับมาที่เข่าของคนเรา เมื่อผู้ป่วยเดินตัวโยกมากขึ้นเรื่อยๆ บางครั้งก็อาจจะหาไม้เท้ามาช่วยค้ำ ช่วยให้เดินดีขึ้น เเต่การหาซื้อไม้เท้ามาใช้เอง บวกกับการใช้งานไม้เท้าไม่ถูกต้อง ถือไม้เท้าผิดข้าง ก็จะทำให้เกิดเเรงกดที่ข้อเข่าที่เสื่อมมากขึ้น ผลก็คือ ข้อเข่าสึกมากขึ้น เสื่อมมากขึ้นครับ
กล่าวคือเมื่อมีปัญหาที่เข่าข้างไหน ผู้ป่วยมักจะถือไม้เท้าข้างนั้น ทำให้เดินตัวเอียงมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว เเขนข้างที่ถือไม้เท้ายันที่ข้อมือก็จะมีอาการปวดมาก เนื่องจากน้ำหนักตัวจะไปโหมลงเเขนข้างที่ถือไม้เท้า ไม่มีการผ่อนเเรงที่ถูกต้อง วิธีถือไม้เท้าที่ถูกต้อง จึงต้องมือถือข้างที่เข่าดีเสมอครับ เช่น ถ้าปวดเข่าขวามาก เวลาก้าวเข่าข้างขวาออกเดิน ก็ใช้มือซ้ายจับไม้เท้า ค้ำออกมาข้างหน้า เสมอปลายเท้าขวา เพื่อผ่อนเเรงกระจายน้ำหนักตัวลงไปกด ที่ไม้เท้าเเทน แรงที่กดลงบนเข่าขวา ข้างที่เสื่อม ก็จะลดลง เวลาชมภาพยนตร์ไทยหลายต่อหลายเรื่อง จึงมักจะเห็นพระเอกหนังไทยเวลาบาดเจ็บขา จะใช้ไม้เท้าประคองช่วยเดิน เเละมักจะใช้ไม้เท้าผิดข้างไม่ตรงตามหลักการเเพทย์อยู่เสมอ เเต่ในชีวิตจริงเราจะละเลยการดูเเลข้อเข่าเราแบบนั้นไม่ได้นะ การใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆน้อยๆในการดูเเลเข่าบ้าง เราจะได้มีหัวเข่าคุณภาพดี ใช้งานได้นานๆ
สบายกายคลายปวดเข่าครับ
บทความที่เกี่ยวข้อง : คุณเริ่มเป็นข้อเข่าเสื่อมเเล้วหรือยัง? ตอนที่ 1
บทความที่เกี่ยวข้อง : คุณเริ่มเป็นข้อเข่าเสื่อมเเล้วหรือยัง? ตอนที่ 2
บทความที่เกี่ยวข้อง : คุณเริ่มเป็นข้อเข่าเสื่อมเเล้วหรือยัง? ตอนที่ 3
บทความที่เกี่ยวข้อง : คุณเริ่มเป็นข้อเข่าเสื่อมเเล้วหรือยัง? ตอนที่ 5
บทความที่เกี่ยวข้อง : คุณเริ่มเป็นข้อเข่าเสื่อมเเล้วหรือยัง? ตอนที่ 6

คุณเริ่มเป็นข้อเข่าเสื่อมแล้วหรือยัง? ตอนที่ 5
ตอนที่ผ่านมาได้พูดถึง อาการของคนที่จะเป็นเข่าเสื่อมว่าจะมีอาการอะไรบ้าง เรามาทบทวนกันหน่อย คือ
- เมื่อยล้าที่หัวเข่า และ อวัยวะรอบๆข้อเข่า
- ปวด บวม แดง ร้อน ที่ข้อเข่า
- งอ และ เหยียดเข่า ไม่สุด
- เดินตัวโยก เหมือนหุ่นยนตร์


ถ้าต้องการรู้รายละเอียดเพิ่มเติม คงต้องย้อนกลับไปดูทีละหน้าครับ แต่วันนี้เป็นอาการที่ 5 ที่สำคัญมากมากด้วย เพราะจะเป็นอาการที่จะทำให้ผู้ป่วย อาจจะต้องได้รับการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัด ซึ่งปัจจุบันมีเพียงสองวิธีนี้เท่านั้น ที่ได้ผลดีมาก คือ แบบที่หนึ่ง วิธีการผ่าตัดดัดกระดูกปลายขาให้ตรงขึ้น (High Tibial Osteotomy) และแบบที่สอง การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม (Total Knee Replacement)
มีคนบอกว่า เวลาไปต่างจังหวัด ถ้าอยากจะรู้ว่า คนในจังหวัดนั้นมีชีวิตความเป็นอยู่อย่างไร ต้องตื่นเเต่เช้ามืดครับ เเล้วไปสถานที่เเห่งหนึ่ง ท่านก็จะได้ทราบข้อมูลเกือบทั้งหมดของคนในสังคมย่านนั้น สถานที่เเห่งนั้นก็คือ ตลาดสดยามเช้าตรู่ครับ ที่นี่เราจะได้เห็นผู้คนหลายหลาก เห็นเด็กนักเรียนที่เริ่มออกจากบ้านมาเเวะข้าวเเกง เผื่อเป็นอาหารกลางวัน เห็นพระออกมาบิณฑบาทเป็นเเถวยาว เห็นคนผู้ป่วยจับกลุ่มพูดคุยกัน ที่ร้านกาแฟ ออกกำลังกายรำมวยจีน ซึ่งโดยรวมก็ดูเเข็งเเรง กระฉับกระเฉงกันทุกคน เเละที่ผมมักจะได้พบบ่อยๆ ก็คือ คนสูงอายุ ที่มีเข่าโก่งมากมาก เเต่สามารถเดินได้มาตลาดได้อย่างคล่องเเคล่ว จนน่าเเปลกใจ ไม่มีวี่เเววของอาการเจ็บปวดหัวเข่าเเสดงออกมาให้ผมเห็นทางภายนอกเลย
อาการข้อเข่าเสื่อม ระยะนี้ คือ ระยะที่ห้าครับ เป็นระยะที่ผู้ป่วยเริ่มจะเป็นมากขึ้น เกือบถึงขั้นสุดท้ายครับ เข่าที่เคยตรงสวย ก็จะเริ่มโก่งโค้งงอ เหมือนคันธนูครับ บางคนยืนตรงๆ เข่าที่โค้งออกมาสองข้างสามารถ ให้เด็กตัวเล็กๆเดินลอด ใต้หว่างขาได้อย่างสบาย

ทำไมข้อเข่าจึงโก่ง มีการอธิบายว่า เพราะน้ำหนักตัวของคนกดลงที่ด้านในของข้อเข่าอยู่ตลอดเวลาที่เรายืน เมื่อมีการสึกกร่อนที่ผิวกระดูกอ่อนมากขึ้น ข้อเข่าด้านในที่อยู่หว่างขาจะถูกทำลายลงก่อนด้านนอก เกิดการสึกเเละผิวข้อด้านในยุบลง ทำให้ข้อเข่าโก่งมากขึ้นเรื่อย ยิ่งเข่าโก่ง ความยาวของขาข้างที่โก่งจะสั้นลงเรื่อย ทำให้เดินกะเผลก มีความลำบากในการเดินมากขึ้นเรื่อยๆ
มีบางคนไปใช้ที่รัดเข่า เพื่อหวังว่า เข่าจะกลับมาตรงได้เหมือนเดิม หรือ จะป้องกันไม่ให้เข่าโก่งมากขึ้น ต้องขอบอกว่า ไม่มีทางครับ ยิ่งเราใช้ที่รัดเข่านานเท่าไหร่ กลับยิ่งไปเร่งให้เข่าโก่งเร็วขึ้นไปอีกครับ เพราะที่รัดเข่า หรือ knee support จะไปทำให้ ข้อเข่าถูกรัดเเน่น ข้อต่อเคลื่อนไหวน้อยลง กล้ามเนื้อรอบหัวเข่า จึงทำงานน้อยลง ใส่ใหม่ๆก็คิดว่าดี เพราะหายเจ็บ เดินได้นานขึ้น คิดว่า ข้อเข่าตัวเองกลับมาดีเหมือนเดิม ไม่ต้องทานยาเเก้ปวดเเล้ว เเต่พอจะถอด เเล้วเดินเข่าเปล่า กลับปวดมาขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า มองเห็นว่า เข่าข้างที่ใส่ ผ้ารัดเข่า กล้ามเนื้อรอบหัวเข่าลีบเล็กลงอย่างน่าใจหาย
กล้ามเนื้อรอบหัวเข่ามีความสำคัญมากในเรื่องข้อเข่าเสื่อมครับ เพราะจะเป็นเสมือนตัวผ่อนเเรงที่มีต่อกระดูกที่น้ำหนักตัวคนเรากดทับ เวลาที่เราใช้งานประจำวัน อีกทั้งกล้ามเนื้อมัดนี้จะคอยเหนี่ยวรั้งไม่ให้เอ็นเส้นเล็กๆที่อยู่รอบหัวเข่าต้องทำงานหนักขึ้นจนเกิดการ อักเสบเเละฉีกขาด เมื่อเราใส่ที่รัดข้อเข่าทุกๆวัน จะเกิดความเคยชิน การออกกำลังของกล้ามเนื้อมัดนี้น้อยลง จนร่างกายลืมใช้ เพราะมัวเเต่ได้รับการผ่อนเเรงจากผ้ารัดเข่า จนบางคน เกิดอาการติดครับ วันไหนออกไปนอกบ้าน ลืมเอาที่รัดข้อเข่าไปด้วย จะไม่มีความมั่นใจ ไม่กล้าเดิน ต้องรีบกลับบ้าน
เข่าที่โก่งมากมาก เเต่ไม่มีอาการปวด บางครั้งก็ไม่จำเป็นต้องรักษาครับ นอกจากบางคนจะมองดูว่า ไม่สวย บางคนเข่าโก่งที่ก็ยังสามารถเดินได้ไกลๆ เพราะฉะนั้นการที่เข่าโก่งอย่างเดียวจึงไม่ใช่ข้อบ่งชี้ในการที่จะเลือกรักษาเเบบผ่าตัดครับ ก็ดูอย่างคนต่างจังหวัดที่ผมบอกในตอนเเรกไงครับ เขาก็อยู่ของเขาได้ แต่ถ้ามีอาการปวดร่วมด้วย อาการปวดจะรุนแรงกว่ากลุ่มอื่นครับ เพราะการเดินแต่ละครั้งจะต้องใช้กำลังมาก เพื่อที่ก้าวออกไปได้ในแต่ละครั้ง บวกกับการสึกหรอของกระดูกอ่อนที่ผิวข้อที่มากเกินไป ทำให้ไม่มีผิวเคลือบป้องกันการเสียดสี จะก่อให้เกิดการอักเสบทุกครั้ง ที่ก้าวเดิน เดิน นานไม่ได้ ทั้งที่ผ่านการรักษาแบบประคับประคองทุกวิธีแล้วก็ไม่ได้ผล ก็ต้องรีบแก้ไขด้วยวิธีการผ่าตัด สองวิธีข้างต้นที่ผมกล่าวมาแล้วข้างต้น แบบใดแบบหนึ่ง (สามารถหาข้อมูลวิธีการผ่าตัด ดัดกระดูกปลายขาให้ตรงขึ้น(High Tibial Osteotomy) และแบบที่สอง การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม

บทความที่เกี่ยวข้อง : คุณเริ่มเป็นข้อเข่าเสื่อมเเล้วหรือยัง? ตอนที่ 1
บทความที่เกี่ยวข้อง : คุณเริ่มเป็นข้อเข่าเสื่อมเเล้วหรือยัง? ตอนที่ 2
บทความที่เกี่ยวข้อง : คุณเริ่มเป็นข้อเข่าเสื่อมเเล้วหรือยัง? ตอนที่ 3
บทความที่เกี่ยวข้อง : คุณเริ่มเป็นข้อเข่าเสื่อมเเล้วหรือยัง? ตอนที่ 4
บทความที่เกี่ยวข้อง : คุณเริ่มเป็นข้อเข่าเสื่อมเเล้วหรือยัง? ตอนที่ 6

คุณเริ่มเป็นข้อเข่าเสื่อมเเล้วหรือยัง? ตอนที่ 6
สาเหตุที่เดินไม่ได้
6.อาการเข่าเสื่อม ทุกๆระยะ ที่ผมกล่าวถึง ในตอนที่ผ่านมานั้น(ตอนที่ 1-5 ) เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปว่า ทำให้คุณภาพชีวิตของคนที่เป็นแย่ลงเรื่อยๆครับ จะเดินไปเที่ยวไกลๆก็ไม่มีความมั่นใจ ลูกหลานจะพาไปทานข้าวเย็นนอกบ้าน ก็อ้างว่า ไม่ชอบไป อาหารราคาแพง ไม่อร่อย คนพลุกพล่าน แต่ความจริงกลัวว่า เข่าจะปวด จะเป็นภาระให้ลูกหลานในการหาห้องน้ำห้องท่าให้ ยิ่งคนที่เป็น ข้อเข่าเสื่อมก่อนวัย อายุเพียงแค่ 50 ปีต้นๆ ยิ่งแล้วใหญ่ สุขภาพร่างกายทั่วไปยังแข็งแรงอยู่ ทุกอย่างใช้ได้หมด แต่เข่าทรุดโทรมไปมาก จนมีอาการถึงขั้นสุดท้าย ที่เราเรียกว่า เป็นอาการขั้นที่ 6 คือ ลงน้ำหนักเดินไม่ได้(unable on weight walking)

สาเหตุหลักๆที่ทำให้คนที่เป็นข้อเข่าเสื่อม
เดินไม่ได้ในระยะสุดท้ายนี้ มีสองสาเหตุครับสาเหตุแรกเป็นสิ่งที่คนทั่วไป และแพทย์ทราบกันเป็นอย่างดีแล้ว คือ เรื่องของอาการอักเสบข้อเข่า ทำให้มีอาการปวดเข่ามากทุกครั้งที่ลงน้ำหนักเดิน จนพาลให้ไม่อยากเดินไปไหน ส่วนสาเหตุที่สองนั้น เป็นสาเหตุที่สำคัญมากกว่า ครับ เพราะถึงแม้ว่าจะมีการรักษาโดยวิธีการผ่าตัดด้วยการ ปรับกระดูกเข่าให้ตรงขึ้น(High Tibial Osteotomy) หรือการเปลี่ยนข้อเข่าเทียม( Total Knee Replacement) ซึ่งจะแก้ไขอาการอักเสบ อาการปวดเข่าได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดแล้ว แต่ถ้าไม่แก้สาเหตุที่สองด้วย ก็จะทำให้ได้ผลสำเร็จของผ่าตัดไม่เต็มที่ครับ สาเหตุที่สองนั่นก็คือ ภาวะกล้ามเนื้อรอบข้อเข่าที่อ่อนแอลงไป โดยที่ผู้ป่วยไม่รู้ตัว(Quadricep Muscle Atrophy)
เราลองสังเกตุเข่าที่เป็นข้อเข่าเสื่อมดูดีๆนะครับ เราจะเห็นว่า นอกจากอาการปวดเข่าเวลาขึ้นบันไดแล้ว เข่าข้างที่เป็นจะรู้สึกไม่มีแรง ยันตัวขึ้นบันไดไม่ค่อยได้ ความจริงแล้ว การที่กล้ามเนื้อเข่าอ่อนแอลงไปนั้น สามารถพบได้ตั้งแต่ตอนที่เริ่มเป็นข้อเข่าเสื่อมใหม่ๆครับ จนทางการแพทย์ได้ไปศึกษา และพบว่า กล้ามเนื้อข้อเข่าที่อ่อนแอนั้น อาจจะเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้คนเป็นข้อเข่าเสื่อม อีกทั้งยังพบว่า เราพบว่าคนที่มีอาการของข้อเข่าเสื่อมอยู่แล้วและมีกล้ามเนื้อข้อเข่าไม่แข็งแรงนั้น จะมีโอกาสเป็นข้อเข่าเสื่อมในระยะสุดท้ายเร็วกว่า หลายเท่าครับ
ผลเสียของการข้อเข่าเสื่อมในระยะนี้ที่ทำให้ ผู้ป่วยเดินไม่ได้ ไม่ยอมเดินนานๆ ทำให้ ถ้ามีแผลกดทับ(pressure wound)บริเวณสะโพก แผลจะไม่ยอมหาย มีโอกาสลุกลามใหญ่โต จนแผลกินลึกถึงกระดูก นอกจากนั้นแล้ว ยังก่อให้เกิดการมีโอกาสที่จะติดเชื้อทางเดินหายใจได้ง่าย เนื่องจากการเคลื่อนไหวร่างกายน้อยลง ปอดจะขยายตัวน้อยลงตามไปด้วย การขับอากาศเสียจากปอดน้อยลง มีผลทำให้เชื้อโรคตกค้างในปอดได้ง่าย
ถ้าเป็นระยะนี้ ก็ต้องรีบรักษาโดยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม (Total Knee Replacement Surgery) และรีบกระตุ้นให้ผู้ป่วยทำกายภาพ ฟื้นฟูกล้ามเนื้อให้กลับมาแข็งแรง ใช้งานประจำวันตามวัยได้เหมือนเก่าเร็วๆครับ

คุณเป็นข้อเข่าเสื่อมระยะนี้แล้วหรือยัง ถ้ายังต้องรีบรักษา ก่อนเป็นถึงระยะนี้
สบายกายคลายปวดเข่า
บทความที่เกี่ยวข้อง : คุณเริ่มเป็นข้อเข่าเสื่อมเเล้วหรือยัง? ตอนที่ 1
บทความที่เกี่ยวข้อง : คุณเริ่มเป็นข้อเข่าเสื่อมเเล้วหรือยัง? ตอนที่ 2
บทความที่เกี่ยวข้อง : คุณเริ่มเป็นข้อเข่าเสื่อมเเล้วหรือยัง? ตอนที่ 3
บทความที่เกี่ยวข้อง : คุณเริ่มเป็นข้อเข่าเสื่อมเเล้วหรือยัง? ตอนที่ 4
บทความที่เกี่ยวข้อง : คุณเริ่มเป็นข้อเข่าเสื่อมเเล้วหรือยัง? ตอนที่ 5

น้ำข้อเทียม
น้ำข้อเทียม

สาร Hyaluronic Acid (HA) เป็นสารที่มีอยู่ในน้ำข้อของมนุษย์ มีลักษณะที่เหนียว และยือหยุ่นสูงทำให้ข้อต่างๆ โดยเฉพาะผิวกระดูกข้อเข่าไม่ได้รับแรงกด หรือกระแทกมาก เวลาคนเราเดิน หรือวิ่ง นอกจากนั้น สารนี้ยังช่วยให้เกิดความลื่นที่ผิวกระดูกอ่อนเวลาเรางอหรือเหยียดหัวเข่า การเสียดสีที่ผิวกระดูกจะน้อยลง ทำให้กระดูกอ่อนผุกร่อนลดน้อยลงตามไปด้วย ส่งผลให้ข้อเข่าอักเสบ ปวด บวม แดง ร้อนน้อยลงเช่นกัน โดยปกติคนเราจะมีน้ำในข้อเข่าอยู่ประมาณ 1-2 ซีซี เท่านั้น เมื่อคนเรามีอายุมากขึ้นน้ำในข้อเข่าก็จะมีปริมาณลดลงโดยเฉพาะคนที่เป็นข้อเข่าเสื่อม มักพบว่าน้ำในข้อเข่ามีปริมาณที่น้อยมาก คนที่เป็นโรคข้อเข่าเสื่อมขั้นรุนแรงน้ำในเข่าแทบจะแห้งผากจนไม่มีเหลือเลยครับ สิ่งที่เกิดขึ้น ก็คืออาการของข้อเข่าเสื่อมจะลุกลามเร็วมากขึ้นไปอีก บางคนเข่าโก่งขึ้นมากอย่างเห็นได้ชัดภายใน 1 ปี
นักวิทยาศาสตร์
พยายามค้นหาวิธีที่จะชะลอการเหือดแห้งข้องน้ำในข้อ เนื่องจากมีความเชื่อว่า ถ้าน้ำในข้อเข่าของคนเรายังมีอยู่จะมีประโยชน์อย่างมากในการป้องกันและช่วยชะลอความเสื่อมนี้ได้ มีการผลิตน้ำข้อเทียมขึ้นมาเป็นเวลาตั้ง 30 ปีมาแล้ว แต่ในระยะแรกๆ ยังไม่สามารถดำรงคุณสมบัติเหมือนของน้ำข้อเข่าจริงได้ พูดง่ายๆ ก็คือ ฉีดเข้าไปอีก 1-2 สัปดาห์มาเจาะเข่าดูก็ไม่พบน้ำข้อเทียมเสียแล้ว
แต่ในที่สุดนักวิทยาศาสตร์ก็สามารถที่จะชนะธรรมชาติได้ ในช่วงปี ค.ศ.1997-2004 มีการพัฒนาคุณภาพน้ำข้อเทียมให้ใกล้เคียงธรรมชาติมากขึ้น โดยผลิตจากสารธรรมชาติ เช่น หงอนไก่ (Rooster Combs) หรือ หมักมากจากแบคทีเรีย (Fermentation from Bacteria) และเริ่มใช้กันอย่างแพร่หลายในอเมริกาเหนือแคนาดา และทางยุโรปเริ่มต้น โดยข้อเข่าเสื่อมระยะสุดท้ายหลังจากนั้นก็มีการฉีดเข้าไปในข้อสะโพกข้อเท้าบ้าง สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากที่มีการใช้น้ำข้อเทียม ปรากฎว่าจำนวนผู้ป่วยที่ถูกผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมลดลงเป็นจำนวนมากอย่างน่าแปลกใจในต่างประเทศมีการทำวิจัยเปรียบเทียบข้อดีของน้ำข้อเทียมพบว่ามีข้อดี 3 ประการ คือ
- สามารถลดอาการปวดข้อเข่าได้ (decrease pain)
- ทำให้ข้อเข่าเคลื่อนไหวได้มากขึ้น (decrease stiffness)
- สามารถชะลอการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมไปได้ 1-1.5 ปี (Postpone Knee Arthroplasty Surgery)

วิธีการฉีด
คือ ฉีดโดยตรงให้น้ำยาเข้าไปข้างในช่องว่างของข้อเข่าก่อนฉีดแพทย์ อาจจะฉีดยาชาเฉพาะที่บริเวณผิวหนังก่อน เพื่อว่าขณะฉีดน้ำข้อเทียมจะได้ ไม่รู้สึกเจ็บแนะนำให้ในผู้เชี่ยวชาญฉีดเท่านั้น โดยฉีด 1 เข็มต่อ 1 สัปดาห์ และควรฉีดติดต่อกันนาน 3-5 สัปดาห์ เพื่อได้ผลการรักษาเต็มที่ ในต่างประเทศมักมีการฉีดถึง 5 เข็มติดต่อกัน ปัจจุบันเริ่มมีการฉีดในผู้ป่วยที่ส่องกล้องรักษาโรคกระดูก
ข้อเสียมี
เช่น การแพ้น้ำข้อเข่าเทียม อาจมีผื่นขึ้นตรงบริเวณที่ฉีดและในเรื่องของราคาที่ยังค่อนข้างสูงอยู่จำได้ว่าเมื่อ 3-4 ปีก่อน ผมเริ่มใช้ฉีดในผู้ป่วยมีบริษัทยานำเข้ามาแค่บริษัทเดียวราคาเกือบสองหมื่นบาท ในปัจจุบัน เนื่องจากมีการรายงาน ผลการรักษาที่ดีจึงมีบริษัทยาผลิตอีกหลายแห่งผลิตออกมาจำหน่ายเพิ่มขึ้น และมีการพัฒนาสารที่ใช้ผลิตดีขึ้นกว่า แต่เหนือสิ่งอื่นใด ภาวะข้อเข่าเสื่อมเป็นเรื่องของธรรมชาติครับ มีปัจจัยก่อโรคหลายสาเหตุมากระตุ้นให้เกิดการอักเสบ และมีอาการปวดขึ้นมาการรักษาจึงไม่ควรที่จะพึ่งการรักษาวิธีใดวิธีเดียว การฉีดน้ำข้อเทียมอย่างเดียวไม่ได้ทำให้โรคหายไปได้ ต้องคิดคำนวณความคุ้มค่าก่อนไปหาหมอให้ฉีดนะครับ


ข้อเข่าเทียมคืออะไร?
มีคนสูงอายุหลายๆ คนในวัฒนธรรมต่างประเทศที่ต้องอยู่คนเดียวครับ ไม่มีคนดูเเล ไม่มีลูกหลานมาเอาใจใส่ เวลามีการเจ็บไข้ได้ป่วยที่มีผลต่อการเดิน ซึ่งเป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิตง่ายๆ จึงเป็นเรื่องใหญ่ เเละสำคัญต่อการดำเนินชีวิตของพวกเขาอย่างมากครับ ถ้าเป็นข้อเข่าเสื่อมมากมาก และเริ่มมีอาการปวดเข่าทุกครั้งที่ลงน้ำหนักเดิน ก็มักจะไม่รีรอ หากเห็นว่าการรักษาโดยการผ่าตัด เปลี่ยนข้อเข่าเทียม จะช่วยทำให้พวกเขากลับมาเดินได้คล่องเหมือนเดิม จะไม่รอจนกระทั่งเข่าทรุด หรือ โก่งมากจนเกินไป

มีหลาย หลายเมือง ในต่างประเทศ
ถ้าเรานั่งรถประจำทางเข้าไปจะแปลกใจที่พบว่า ผู้คนที่โดยสารเข้าออกเมืองเหล่านี้ จะเป็นคนสูงอายุทั้งหมด เมืองเหล่านี้ส่วนใหญ่ก็เป็นเมืองชายหาด ที่คนที่เกษียณอยู่ตัวคนเดียวมาซื้อไว้อยู่ตอนช่วงบั้นปลายของชีวิตเพื่อพักผ่อน เเละหลีกไกลไม่อยากให้เป็นภาระของลูกหลานอีกต่อไป จากการที่เรามีความรู้ดูเเลสุขภาพมากขึ้น เเละวิทยาการการรักษาโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ก็มีมากขึ้น จำนวนคนสูงอายุเหล่านี้ก็มีมากขึ้นเป็นทวีคูณครับ
มีคนสูงอายุหลายๆ คน
ในวัฒนธรรมต่างประเทศที่ต้องอยู่คนเดียวครับ ไม่มีคนดูเเล ไม่มีลูกหลานมาเอาใจใส่ เวลามีการเจ็บไข้ได้ป่วยที่มีผลต่อการเดิน ซึ่งเป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิตง่ายๆ จึงเป็นเรื่องใหญ่ เเละสำคัญต่อการดำเนินชีวิตของพวกเขาอย่างมากครับ ถ้าเป็นข้อเข่าเสื่อมมากมาก และเริ่มมีอาการปวดเข่าทุกครั้งที่ลงน้ำหนักเดิน ก็มักจะไม่รีรอ หากเห็นว่าการรักษาโดยการผ่าตัด เปลี่ยนข้อเข่าเทียม จะช่วยทำห้พวกเขากลับมาเดินได้คล่องเหมือนเดิม จะไม่รอจนกระทั่งเข่าทรุด หรือ โก่งมากจนเกินไป ก็จะเป็นคนขอให้แพทย์ผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมให้ เพื่อที่จะได้กลับมาใช้ชีวิตเหมือนเดิมได้ อีกครั้งหนึ่ง ข้อเทียมนั้นทำมาจากโลหะ เเละพลาสติกอย่างดี ในมาตรฐานที่เอาไปใส่ในเนื้อเยื่อมนุษย์ได้ ไม่เกิดการต่อต้าน (Medical Grade) ราคาวัสดุเหล่านี่จึงมีราคาเเพงมากกว่า วัสดุที่เราใช้ทางอุตสาหกรรม (Engineer Grade) โดยที่เราคาดไม่ถึง
การออกเเบบข้อเทียม
จะทำให้เป็นรูปร่างคล้ายเหมือนหรือใกล้เคียงข้อเข่าขอคนเรามากที่สุดครับ ถ้าเรามาดูข้อเข่าของคนเรา ก็จะเห็นว่า ประกอบไปด้วย ส่วนผิวของข้อที่เกิดจากกระดูกต้นขา (Femur) เเละ ปลายขา (Tibia) สัมผัสกัน โดยมีผิวของลูกสะบ้า(Patellar) เป็นตัวเชื่อม ผิวของข้อเหล่านี้ถ้ายังอยู่สภาพดีอยู่จะต้อง เรียบเเละลื่นครับ เพื่อที่ว่า เวลาคนเรา นั่งงอเข่า หรือ เหยียดเข่าผิวสัมผัสที่เคลื่อนไหว จะไม่มีแรงเสียดทานมากจนทำให้เกิดความร้อน เเละการอักเสบทำลายผิวข้อเกิดขึ้น เช่นเดียวกับข้อเข่าเทียมครับ มีการออกแบบมาให้ผิวโลหะเป็นมันวาว คล้ายกระจก สามารถนำมาส่องหน้าหมอผ่าตัดได้เลย นอกจากนั้นเเล้ว เวลามีการเคลื่อนไหวของตัวข้อเที่ยม ผิวโลหะที่เราใส่เข้าไป ก็ไม่ได้สัมผัสกันเองครับ เเต่จะมีพลาสติก (Polyethilene) เรียบลื่นกันมาให้อีกชั้นหนึ่ง


การพัฒนาในการออกเเบบข้อเข่าเทียม
มีมาตลอดเเละดีขึ้นเรื่อยๆ เหมือนกับรถยนต์ที่มีการออกเเบบมาหน้าตาใหม่ๆ ทุกปี มีสิ่งที่เป็นเครื่องอำนวยความสะดวกอยู่ภายในรถให้เลือกมากขึ้น เช่นเดียวกับข้อเทียมในยุคปัจจุบันที่มีให้เลือกหลายแบบ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละคน เช่น รุ่นที่ทำให้เข่างอได้มาก (Maimum Flex and Extension) รุ่นที่การหมุนตัว (Rotation Degree) เหมือนกับข้อเข่าธรรมชาติมากขึ้น รุ่นที่ทำออกมาสำหรับเข่าของเพศหญิงเท่านั้น มีบริษัทชั้นนำทั่วโลกหลายบริษัท หันมาวิจัยและแข่งขันกันผลิตข้อเทียมใหม่กันอย่างมากมาย


ถึงแม้ว่าข้อเข่าจะได้รับการเปลี่ยนข้อเทียมไปแล้ว ก็อย่าไปคิดว่า จะคงทนถาวรอยู่คู่กับเราตลอดไปนะครับ เพราะเมื่อผ่านการใช้งานประจำวันไปเรื่อยๆ ก็จะมีการสึกหรออันเกิดจากเเรงเสียดสีที่ผิวข้อเทียมมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น วัสดุข้อเทียมเหล่านี้จึงมีอายุการใช้งาน แต่ไม่ต้องกังวลใจมากนะครับ เพราะการออกแบบได้ถูกตระเตรียมวางแผนรับมือในปัญหานี้อยู่แล้ว เพราะ การสึกหรอจะเกิดขึ้นที่ชั้นพลาสติก เท่านั้น ไม่ใช่ทุกส่วนของข้อเทียม การเปลี่ยนชั้นพลาสติกจึงเป็นการผ่าตัดเล็กๆ เท่านั้นครับ
สิ่งที่จำเป็นในการทำให้ผลของการเปลี่ยนขัอเข่าเทียมได้ผลดี
จำเป็นต้องมีความรู้ในการดูแลถนอมรักษาข้อเข่าเทียมที่ใส่เข้าไปด้วย จะต้องไม่ใช้งานอย่างหักโหมงอเข่านั่งกับพื้นหรือแบกของหนักๆ จะต้องเข้าโปรแกรมในการบริหารกล้ามเนื้อรอบๆ ห้วเข่าให้แข็งแรงขึ้นทุกคน เพื่อลดแรงกระแทกที่ข้อเทียม ต้องรักษาความสะอาดที่ผิวหนังบริเวณแผลผ่าตัดตลอดไป เพื่อป้องกันการติดเชื้อ เนื่องจากยังถือว่าข้อเทียมนั้นเป็นสิ่งที่แปลกปลอมของร่างกายไม่ใช่สิ่งที่เป็นธรรมชาติ ตัวมันเองก็พร้อมที่จะถูกกระตุ้นให้ติดเชื้อได้ง่าย เวลาที่เรามีแผลติดเชื้อตามผิวหนัง ฟันผุ หรือมีการถอนฟัน จึงต้องระมัดระวังว่า เชื้อโรคจะวิ่งมาตามกระแสเลือด เเละมาสะสมอยู่บริเวณข้อเข่าเทียม กระตุ้นทำให้เนื่อเยื่อที่หัวเข่าเกิดการติดเชื้อขึ้นมาได้ การทานยาป้องกันการติดเชื้อก่อนไปหาทันตแพทย์ หรือมีแผลที่ผิวหนังก็เป็นสิ่งที่ควรปฏิบัติทุกครั้ง สำหรับคนที่ผ่าเปลี่ยนข้อเข่าไปเเล้วขอให้หมั่นดูเเลตัวเองให้ดีจะได้ใช้ข้อเข่าเทียมได้นานๆครับ


คุณเริ่มเป็น “ข้อเข่าเสื่อม” แล้วหรือยัง ?
โรค “ข้อเข่าเสื่อม” เป็นโรคที่มีการทำร้ายผิวกระดูกอ่อนบริเวณข้อต่อเกิดการสึกหรอ ยุบตัวลงมาของข้อเข่า มีกระดูกงอกที่เห็นได้ชัดจาก X-ray มีคนหลายคนกระหยิ่มยิ้มย่อง คิดว่าถ้าอายุไม่ถึง 60 ปี ไม่มีทางที่จะเป็นโรคข้อเข่าเสื่อม ความคิดนี้อาจจะถูกในสมัยก่อน ที่เรามีการใช้ข้อเข่าทำงานน้อย สมัยก่อนที่เรามีการออกเเรง กล้ามเนื้อหัวเข่าอย่างสม่ำเสมอ เเต่ถ้าเป็นในยุคปัจจุบัน อาจจะไม่ถูกต้องทั้งหมดครับ
มีการพบคนเป็นข้อเข่าเสื่อมในอายุที่น้อยลงเรื่อย ๆ ครับ เเน่นอนยิ่งอายุเยอะ ยิ่งมีอัตราการเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมมากขึ้น เเต่ถ้าเราไม่ใส่ใจดูเเลจริงจัง เราอาจจะเป็นโรคนี้โดยไม่รู้ตัวครับ


การดูเเลรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมเเนวใหม่ ตอนที่ 1
หนึ่งในโรคที่คนไทยเป็นกันมาก เรียกได้ว่า ในเกือบทุกครอบครัวจะต้องมีสมาชิกอย่างน้อย 1 คนที่มีอาการจากโรคนี้ไม่มากก็น้อย คือ โรคข้อเข่าเสื่อม มาดูวิธีป้องกัน รักษาโรคข้อเข่าเสื่อม ว่ามีวิธีใดบ้าง
หลังผ่านช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ประชากรมีความสุขที่สงครามยุติเสียที เริ่มที่จะผลิตลูกหลานออกมามากขึ้น เราเรียกช่วงเวลานั้นว่า Baby Boom เเละเรียกประชากรที่เกิดในช่วงนี้ว่า Baby Boomer จนกระทั่งราว ปี พ.ศ. 2480-2500 คนทั่วโลกเริ่มตระหนักว่า จำเป็นต้องควบคุมการผลิต จึงมีการคิดค้นถุงยางอนามัย เเละวิธีคุมกำเนิดใหม่ ๆ ตามมา


การดูเเลรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมเเนวใหม่ ตอนที่ 2
2. การมีเวลานั่งคุยกัน (Counseling) รักษาโรคข้อเข่าเสื่อม
ทุกวันนี้เวลาผู้ป่วยไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลของรัฐ ยังไม่ได้นั่งเอาก้นแตะพื้นเก้าอี้เลย แพทย์ก็เขียนใบสั่งยาเรียบร้อยแล้ว และแพทย์ก็ไม่สามารถที่จะนัดดูผู้ป่วยในช่วงเวลาสั้น ๆ เพื่อติดตามผลการักษาอย่างใกล้ชิดได้ เพราะกลัวว่าคนไข้จะล้นโรงพยาบาลมากกว่านี้ จึงเป็นเหตุผลที่ว่า เวลาขอดูยาของคนไข้ที่มาจากโรงพยาบาลของรัฐ มักจะพบว่า ได้ยาแก้อักเสบมาทานเป็นเดือน ๆ หลาย ๆ ถุง แต่ก็ต้องให้ความเห็นใจ และเข้าใจแพทย์ที่เสียสละทำงานให้กับโรงพยาบาลของรัฐนะครับ ตรวจคนไข้วันละ 70-100 คน โดยบางครั้งไม่ได้ทานข้าวกลางวัน แพทย์บางคนกว่าจะตรวจเสร็จในแต่ละวัน ก็ปาเข้าไป สาม ถึง สี่โมง ค่าตอบแทนก็ไม่ได้มากเท่ากับข้าราชการวิชาชีพพิเศษอื่นที่มีความรับผิดชอบมากใกล้เคียงกัน แพทย์ที่สามารถทนทำงานกับสภาพแบบนี้ได้ จึงเป็นผู้ที่เสียสละ และมีความสุขตามอัตภาพครับ
การนั่งคุยกัน คือ วิธีการที่จะสืบค้นถึงต้นตอการก่อโรคของข้อเข่าเสื่อม ในแต่ละคน ซึ่งจะมีไม่เหมือนกัน ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับว่า การนั่งคุยกันอย่างนี้ เป็นวิธีการ รักษาโรคข้อเข่าเสื่อม ที่ได้ผลมากที่สุดครับ บางครั้งก็เหมือนเส้นผมบังภูเขาที่ผู้ป่วย และญาติมองไม่เห็น ต้องพึ่งแพทย์เป็นผู้ชี้ทางออก เพราะพฤติกรรม บางอย่างของคนไข้เองนั่นแหละครับ ที่เป็นตัวกระตุ้นทำให้ ข้อเข่าเสื่อมทรุดหนักเร็วขึ้น เช่นบางคนอาจจะเดินขึ้นลงบันไดบ่อย ๆ วันละหลายเที่ยว ข้อเข่าที่จะถูกเสียดสีมากทุกครั้งที่มีการใช้งานลักษณะนี้ก็จะผุพังเร็วขึ้น บางคนชอบซื้อของ และหิ้วของหนัก ๆ ตลอดเวลา ทั้งที่ไม่จำเป็น ของใช้บางอย่างในกระเป๋าบางสิ่งก็ไม่ได้หยิบมาใช้ครับ แต่ก็ทนหิ้วไปเรื่อย ๆ ทุกวัน เปรียบเหมือนเราขับรถที่บันทุกของหนักตลอดเวลา นอกจากจะเปลืองน้ำมันรถแล้ว ช่วงล่างของรถก็จะทรุดและพังเร็วขึ้น ต้องเปลี่ยนอะไหล่บ่อย ๆ เหล่านี้ครับ ถ้าไม่มีเวลานั่งคุยกัน แพทย์ก็คงไม่สามารถแนะนำให้ท่านแก้ปัญหาได้ เวลาที่ผู้ป่วยและญาติเวลาเข้าไปพบแพทย์ จึงไม่ใช่การนั่งมองหน้าคุณหมออย่างเดียว ครับ มีคำถามอย่าเกรงใจ และใช้เวลาในการเข้าพบแพทย์ให้คุ้มค่า

การเรียนรู้ปัญหาร่วมกันของผู้ป่วย ญาติ และแพทย์ผู้รักษา จะกลายเป็นตัวกระตุ้นที่ทำให้ผู้ป่วยมีกำลังใจ ที่จะแก้ปัญหาโดยตัวผู้ป่วยเองเปรียบเหมือนกับเราปล่อยให้เด็กตัวเล็กที่หัดเดินแล้วล้มลง เพียงแต่รอเวลาให้เด็กต้วน้อยมีกำลังลุกขึ้นเองโดยที่เราไม่ต้องรีบเข้าไปช่วยพยุงตัว เด็กก็จะเดินเองได้ อย่างรวดเร็ว
สรุป สิ่งที่เราจะได้จากการที่มีเวลานั่งคุยกัน ในห้องตรวจ มีดังนี้
- ได้ทราบถึงปัจจัยก่อโรคของผู้ป่วยที่ซ่อนอยู่โดยที่ผู้ป่วยเป็นผู้สร้างมันขึ้นมาเอง เช่น การมีน้ำหนักตัวที่มากเกินไป การนั่งยอง ๆ ติดต่อกันเป็นเวลานาน ๆ หรือการทานยาแก้อักเสบติดต่อกันมาเป็นระยะเวลานาน ๆ
- นำสิ่งที่เป็นต้นเหตุย้อนกลับมาถามผู้ป่วยเพื่อให้ผู้ป่วยตระหนักถึงสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และจะต้องแก้ไข หรือเปลี่ยนแปลงพฤติกรรรม เพื่อทำให้การรักษาข้อเข่าเสื่อมมีประสิทธิภาพมากขึ้น
- ให้ญาติได้มีส่วนร่วมในการรับฟัง และรู้เรื่องของผู้ป่วยเพราะบางครั้งผู้ป่วยต้องความช่วยเหลือ ความเข้าใจที่อยู่ใกล้ตัวภายในบ้านของตัวเอง เพื่อจะเป็นสะพานก้าวข้าม ในการรักษาโรคนี้ ที่น่าแปลกใจ ก็คือมีญาติผู้ป่วยบางคนที่อยู่บ้านเดียวกัน โดยเฉพาะลูกชายแทบจะไม่ได้รู้เรื่องข้อมูลของผู้ป่วยที่ เป็นโรคข้อเข่าเสื่อมมานาน การที่มีญาติมีความรู้เรื่องสุขภาพมากขึ้น จะช่วยเป็นหูเป็นตาให้กับแพทย์อีกแรง ในการควบคุมพฤติกรรมก่อโรคของผู้ป่วยเอง และให้ความช่วยเหลือเบื้องต้น ยามที่ผู้ป่วยต้องการ

บทความที่เกียวข้อง
การดูเเลรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมเเนวใหม่ ตอนที่ 1
การดูเเลรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมเเนวใหม่ ตอนที่ 2
การดูเเลรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมเเนวใหม่ ตอนที่ 3

การดูเเลรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมเเนวใหม่ ตอนที่ 3
3.สะสมแคลเซียม อย่าให้ขาด
ตั้งแต่แรกเกิดจนคนเรามีอายุ 30 ปี แคลเซียมซึ่งเป็นสารที่สร้างความแข็งแรงให้กระดูก จะถูกดูดซึมเข้าไปสะสมภายในกระดูกทุกส่วน โดยเฉพาะกระดูกที่ใช้งานอย่างข้อเข่าของเรา ถ้าเราสามารถทานแคลเซียมเข้าไป ในรูปของอาหารธรรมชาติทั่วไป เช่น นม เนย ปลาตัวเล็ก และ ยอดผักต่างๆ ในช่วงอายุระหว่างนี้ มนุษย์เราก็จะได้ประโยชน์สูงสุดครับ เพราะอัตราการดูดซึมแคลเซียม จะมากกว่าการสลายออกจนร่างกายสามารถสะสมปริมาณแคลเซียมในกระดูกมากพอที่จะเหลือใช้ในยามที่เราแก่ เฒ่า ชราไป
ผมชอบเปรียบเทียบเหมือนการนำเงินไปฝากธนาคาร ในช่วงก่อนอายุ 30 ปี ที่มีแต่ฝากเข้าไม่มีการถอนออกครับ แต่หลังจากนั้น คือ เมื่อคนเราอายุ 30 ปี เราก็จะได้ความหนาแน่นของกระดูกสูงสุด ตอนนี้และครับ ที่ร่างกายจะเล่นตลกกับเรา คือ จะมีการสลายแคลเซียมออกจากกระดูก เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน มากกว่าการสะสมใหม่ เหมือนกับที่เราจำเป็น ต้องถอนเงินออกจากธนาคารทุกวัน ทีละเล็กละน้อย จนกว่าจะหมด วันไหนใช้มาก ก็สลายมาก เช่น การให้นมบุตร การทำงานหนักๆ สุดท้ายก็เหมือนกับการถอนจนเงินหมดบัญชี ผลก็คือ แคลเซี่มที่เหลืออยู่ไม่พอใช้ วันนั้น ก็จะเป็นวันที่เราถูกวินิจฉัย ว่าเป็นโรคกระดูกบาง ครับ
ในยามที่เร
ามีโอกาสสะสมแคลเซียมเข้าไปในกระดูกขณะที่เรายังเป็นเด็ก โดยการดื่มนม หรือทานอาหารที่มีแคลเซี่ยมสูง แต่เราไม่ได้ใช้โอกาสสำคัญในช่วง อายุก่อน 30 ปี จึงมีผลทำให้ ปริมาณแคลเซี่ยมที่สะสมอยู่ในกระดูกไม่มากพอ บวกกับการที่ร่างกายถอนแคลเซียมออกไปใช้มากๆ อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเพศแม่ ที่จะหมดฮอร์โมนสำคัญตัวหนึ่งในวัยหมดประจำเดือน(อายุ 48-50ปี) มีผลทำให้ ไปเพิ่มอัตราการสลายแคลเซียมออกจากกระดูก มากขึ้นกว่า ปกติถึง สามเท่า เพศแม่จึงมีโอกาสเป็นโรคกระดูกมากกว่าเพศพ่อ โดยเฉลี่ย 2-3 เท่าครับ
แคลเซียมมีความสำคัญในการ รักษาโรคข้อเข่าเสื่อม อย่างมากครับ เพราะถ้าโครงสร้างกระดูกไม่แข็งแรง ก็เปรียบเสมือนเสาคอนกรีตที่ข้างในผุกร่อน กลวงโบ๋อยู่ข้างใน โอกาสที่ข้อเข่าจะทรุด โก่งก็จะมีมากขึ้น ถึงแม้ว่า โรคข้อเข่าเสื่อม จะเป็นเรื่องของการสึกหรอที่ผิวสัมผัสกระดูกอ่อนก็ตามที่ แต่ถ้าเนื้อในที่รองรับการกระแทกของข้อเข่าบางด้วยแล้วละก็ โอกาสที่ข้อเข่าเสื่อมจะลุกลามอย่างรวดเร็วก็จะสูงกว่าคนที่มีคุณภาพกระดูกดีกว่า

ในสมัยก่อน การสาธารณสุขของไทยเราทำพลาดมาแล้วที่คอยปลูกฝังว่า การทานอาหารครบ 5 หมู่ก็เพียงพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องทานยาบำรุงอะไรทั้งสิ้นมาเสริม ผลปรากฎว่า ผู้สูงอายุบ้านเราป่วยเป็นโรคกระดูกพรุนกันมาก จนเราต้องหันหลังแนวความคิดกลับแบบ180 องศา ส่งเสริมยาบำรุงเสริมกระดูกกันมากขึ้น โดยเฉพาะคนที่ไม่สามารถทานแคลเซียมจากอาหารธรรมชาติได้ เช่น บางคนอาจจะแพ้นม หรือ ไม่ต้องการไขมันจากนม ก็ยังมียาบำรุงกระดูกเสริมเข้าไป

มีคำถามอยู่บ่อยๆที่ว่า ถ้าเราทานแคลเซียมเข้าไป หลังจากมีอายุ 30 ปี จะยังมีประโยชน์หรือไม่เพราะ จากที่เราทราบมา ว่า แคลเซียมไม่สามารถเข้าไปสะสมในกระดูกได้อีกหลังจากอายุ 30 ปี คำตอบก็คือ ยังมีประโยชน์อยู่มากนะครับ เพราะ แคลเซียมที่เราทานเข้าไป ในแต่ละวันนั้น จะถูกนำไปใช้ ในกระบวนการเผเผลาญพลังงาน ทำให้ไม่ต้องดูดออกจากเนื้อกระดูกมากนัก บางคนอาจจะต้องใช้มากถึง วันละ 1800 มิลลิกรัม ถ้าเราไม่ทานอะไรเสริมเข้าไปในยามแก่เฒ่าก็เท่ากับ รอเป็นโรคกระดูกบางอย่างเดียวครับ
ยาบำรุงกระดูกในรูปของแคลเซียมถูกพัฒนามากขึ้นเรื่อย ๆ ครับ เช่น การผสมกับวิตามินซี หรือ ดี เพื่อช่วยในการดูดซึมและเพิ่มสารอาหาร แคลเซียมที่เราใช้ทานนั้น ต้องอยู่ในรูปของสารประกอบ ซึ่งมีหลายชนิด มีคุณสมบัติและราคาที่แตกต่างกันไป มี แคลเซียมคารบอเนต หรือ แคลเซียมซิเตรด มีราคาถูก แต่ก็มีปัญหา เรื่องอัตราการดูดซึม ต่ำมากมาก(เพียง 5-10 %) แคลเซียมบางชนิดมีการใช้สารธรรมชาติอื่นมาผสมในรูปของเกลือคลีเลต เช่น แคลเซี่ม แอล ธีโอเนตทำให้การดูดซึมดีขึ้นมากกว่าเดิมหลายเท่า แต่ราคาก็ยังสูงอยู่ ผู้บริโภคก็ต้องคำนวณความคุ้มค่าให้ดีๆครับ
การทานแคลเซียมจะต้องทานตอนท้องว่าง และต้องเคี้ยวก่อนทุกครั้งนะครับ จะช่วยเรื่องการดูดซึมอย่างมาก แคลเซียมที่ละลายน้ำ หรือเป็นเม็ดไม่มีข้อพิสูจน์ชัดเจนครับ ว่า อย่างไหนดีกว่ากัน

บทความที่เกียวข้อง
การดูเเลรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมเเนวใหม่ ตอนที่ 1
การดูเเลรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมเเนวใหม่ ตอนที่ 2
การดูเเลรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมเเนวใหม่ ตอนที่ 3

เข่าโก่ง หรือ ขาโก่ง และ เข่ากาง หรือ ขากาง ในเด็ก ตอนที่ 1
การใส่รองเท้าที่ปรับโครงสร้างได้ เป็นการ รักษาเข่าโก่งในเด็ก วิธีใหม่ โดยการทำรองเท้า หรือพื้นรองเท้าปรับโครงสร้างทั้งระนาบ มุม และความยาวของขาเฉพาะกับเด็กคนนั้น สามารถทำตั้งแต่เด็กเริ่มหัดเดินเป็นต้นไป จนเข้าสู่วัยชรา


เข่าโก่ง หรือ ขาโก่ง และ เข่ากาง หรือ ขากาง ในเด็ก ตอนที่ 2
ปัญหาเด็กเข่าโก่งหรือขาโก่ง และ เข่ากางหรือขากางเป็นปัญหาที่พบได้บ่อย ซึ่งมีทั้งที่โก่ง กางแบบธรรมชาติ สามารถหายโก่ง หายกางได้เอง โดยไม่ต้องรักษา รูปร่างเข่าจะกลับมาตรงเองเมื่ออายุมากขึ้น แต่ก็มีที่เข่าโก่ง หรือกางมากและเป็นถาวรจนกระทั่งเข้าสู่วัยรุ่น ก่อก็ให้เกิดความไม่สวยงาม
อย่างไรเรียก ขาโก่ง เข่าโก่ง ขากาง หรือ เข่ากาง
เข่าโก่ง หรือ ขาโก่ง หมายถึง เวลาเรายืนตรง รูปร่างของขาสองข้างจะมีลักษณะโก่งออกเป็นรูปตัวโอ (O) โดยช่องว่างของเข่าสองข้างจะมากกว่า ช่องว่างของข้อเท้า โดยลูกบอลลูกเล็ก ๆ สามารถวิ่งรอดระหว่างขาได้เลยครับ

เข่ากาง หรือ ขากาง หมายถึง เวลาเรายืนตรง รูปร่างของขาสองข้างจะมีลักษณะเข่าชนกัน โดยเมื่อพิจารณาดูรูปร่างทั้งขาจะเหมือนตัว เอ็กซ์ (X)
รูปร่างเข่าที่ผิดปกติของเด็กจะมีผลเสียไหม ?

ปัญหาเด็กเข่าโก่งหรือขาโก่ง และ เข่ากาง หรือ ขากางเป็นปัญหาที่พบได้บ่อย ซึ่งมีทั้งที่โก่ง กางแบบธรรมชาติ สามารถหายโก่ง หายกางได้เอง โดยไม่ต้องรักษา รูปร่างเข่าจะกลับมาตรงเองเมื่ออายุมากขึ้น แต่ก็มีที่เข่าโก่ง หรือกางมากและเป็นถาวรจนกระทั่งเข้าสู่วัยรุ่น ก่อก็ให้เกิดความไม่สวยงาม ใส่กางเกงขาสั้น กระโปรงสั้น หรือ กางเกงรัดรูปก็จะเห็นรูปร่างที่ผิดปกติได้ชัด ถ้ามีปัจจัยลบเสริมในด้านอื่น ๆ เช่น น้ำหนักเกิน กล้ามเนื้อหัวเข่าอ่อนแอ ก็จะทำให้ปวดเข่าง่าย อาจทำให้มีเข่าเสื่อมก่อนวัยอันควร และเร็วกว่าปกติ การดูแลและรักษาเข่าโก่งหรือ ขาโก่ง และ เข่ากาง หรือ ขากาง ตั้งแต่วัยเด็ก จึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากต่อการเจริญเติบโตและรูปร่างของขาหรือเข่าครับ
การเปลี่ยนแปลงของรูปร่างของขา หรือเข่าสองข้างในเด็กที่กำลังเจริญเติบโต

รูปร่างของขา หรือเข่าของเด็กนั้นไม่คงที่ตั้งแต่เด็กเกิดมาครับ จากการศึกษา เราพบว่า เด็กแรกเกิดขาหรือเข่าจะมีรูปร่างที่โก่ง ไม่ตรงก่อนครับ โดยเด็กแรกคลอดจะมีเข่าโก่งมากที่สุด มีมุมระหว่างกระดูกต้นขา และหน้าแข้ง (Tibiofemoral Angle) ที่เราเรียกว่า มุมเข่าโก่งในบางคนมากถึง 15 องศา แต่ข่าวดีก็คือ มุมเข่าโก่งนี้จะค่อย ๆ ลดลงเมื่อเด็กค่อย ๆ โตขึ้น
จนเมื่อเด็กอายุราว 2 ปี รูปร่างของขา หรือ เข่าก็จะดูตรงเป็นธรรมชาติ แต่เดี๋ยวก่อนครับ รูปร่างของขาเด็กยังไม่หยุดเปลี่ยนแปลงแค่นั้น เพราะหลังจาก 2 ขวบ ขาหรือเข่าของเด็กก็จะเริ่มกางขึ้น โดยจะค่อย ๆ กางออกมากขึ้นเรื่อย ๆ จนเต็มที่เมื่อเด็กมีอายุราว 3 ขวบ โดยบางคนอาจจะมีมุมเข่ากางมากเท่ากับมุมเข่าโก่งตอนแรกคลอดก็ได้ครับคือ ที่ประมาณ 12-13 องศา
สุดท้ายเมื่อเด็กโตขึ้นอีกหน่อย รูปร่างของขา หรือเข่าที่กางนี้จะค่อย ๆ ลดลง กางน้อยลงเหลือไม่กี่องศาในช่วง 6-7 ปี จนมองเห็นเหมือนขาเด็กหรือเข่าเด็กจะมีรูปร่างตรงอีกครั้งหนึ่ง และขาหรือเข่าจะมีรูปร่างกางเล็กน้อยคงที่แบบนั้นจนกระทั่งเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ ก่อนจะเริ่มมีเข่าโก่งอีกที ก็อาจจะมีอายุมากถึง 70 ปีไปแล้วเนื่องจากเป็นข้อเข่าเสื่อมครับ

พ่อแม่เด็ก ตลอดจนญาติผู้ใหญ่ที่มาช่วยเลี้ยงเด็กแทนพ่อแม่ยุคใหม่บางคนที่ไม่มีเวลา เมื่อเห็นลูกเข่าโก่งหรือขาโก่ง และ ขากางหรือเข่ากาง โดยที่ไม่ทราบพัฒนาการจากที่อธิบายดังกล่าวก็อาจจะมีความกังวล ว่า บุตรหลานของตัวเองที่มีรูปร่างขาที่งอผิดปกตินี้ถาวร ไม่ยอมหาย และจะเป็นมากขึ้น
ผมขอแนะนำให้จับหลักง่าย ๆ ตรงนี้ครับ ดูที่อายุเด็กก่อนนะครับ ถ้าไม่ถึง 2 ปี รูปร่างเข่าที่โก่งนั้นอาจจะเป็นรูปร่างที่ปกติได้ แต่ถ้าเด็ก อายุเกิน 2 ปี หรือใกล้ 2 ปี ยังดูเข่าโก่งมากอยู่ ก็ต้องรีบไปพบแพทย์เป็นการด่วนครับ

ถ้าอายุเกิน 2-3 ปี เด็กมีรูปร่างขาหรือเข่าที่กางออกมาก ๆ ก็ยังไม่ต้องกังวล รออีกปี สองปี รูปร่างขาก็อาจจะกลับมาตรงขึ้น กางน้อยลงแล้วรูปร่างขาก็จะกลับมาปกติได้
ไม่แน่ใจว่าลูกตัวเองรูปร่างขาปกติหรือไม่?
แต่สำหรับคนที่ไม่แน่ใจก็มีวิธีง่ายกว่านั้นครับ คือ พาเด็กไปพบคุณหมอกระดูกด้านนี้ และก็ต้องขอร้องไว้อย่างหนึ่งครับ พยายามอย่าไปขู่เด็กเวลาที่เด็กดื้อนะครับ ว่าเดี๋ยวให้หมอฉีดยา เพราะเด็กจะกลัวหมอมาก จนหมอตรวจเด็กไม่ได้ แตะต้องตัวไม่ได้เลย ซึ่งจะทำให้ได้ข้อมูลจากการตรวจน้อยลง
ทำไม ? รูปร่างของเด็กถึงมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

มีการอธิบายหลายทฤษฎีครับ เช่น ทฤษฎีของแรงกดที่ตัวสร้างความยาวกระดูกหน้าแข้ง ในเด็กแรกคลอดทุกคนจะมีเข่าโก่งก่อน พอเริ่มจะหัดเดินในช่วงแรกที่ลงน้ำหนักเดินนั้น รูปร่างของเข่าก็จะโค้งออกด้านนอก ยิ่งเวลาเดินก็จะเห็นชัดมากขึ้น เพราะเข่าข้างเดียวจะต้องรับน้ำหนักทั้งตัว ทำให้ฐานของฝ่าเท้าทั้งสองข้างจะแคบลงครับ การเดินของเด็กก็จะไม่มั่นคง ดังนั้นในเด็กที่เริ่มจะหัดเดินใหม่ จึงพยายามเดินกางขาให้ระยะห่างของฝ่าเท้ากว้าง ๆ นัยว่าจะทำให้ มั่นคงกว่า ไม่ล้มง่าย ส่งผลให้แรงกดที่จุดที่สร้างความยาวกระดูกของขาด้านข้างมากกว่าด้านใน ทำให้จุดที่การสร้างกระดูกเข่า และขาให้ยาวขึ้นด้านในที่ไม่ถูกกดมากมีความอิสระมากกว่าสามารถสร้างความยาวได้ดีกว่า แน่นอนครับ ย่อมส่งผลให้มีรูปร่างของเข่าและขากางออกมากขึ้นเรื่อย ๆ จนอายุ 2 ปี รูปร่างทั้งขาก็จะดูตรง และหลังจากอายุ 2 ปี การสร้างความยาวของจุดที่สร้างยังคงเป็นแบบนี้อยู่อีกสักระยะเวลาหนึ่ง จึงส่งผลให้เข่า และขาเด็กเริ่มเข่ากางมากขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงอายุ 4 ปี

จนการสร้างความยาวของจุดที่สร้างของสองฝั่งของเข่าสมดุลกัน ตลอดจนกล้ามเนื้อของขาที่ใช้ในการเดินพัฒนามากขึ้น รูปร่างเข่าที่กางก็จะค่อยลดลง และ หลังอายุ 6-7 ปีมุมของหัวเข่าก็จะมีการเปลี่ยนแปลงน้อยมาก แต่พออายุ 25 ปี ถ้าดูแลสุขภาพเข่าไม่ดีพอ มนุษย์ก็จะมีเข่าโก่งเพิ่มขึ้นvและถ้าไม่ดูแลรักษาจนอายุมากขึ้น ก็อาจจะส่งผลทำให้มีเข่าโก่งก่อนวัย และมีอาการปวดเข่าง่าย เข่าเสื่อมง่ายได้ครับ

อีกทฤษฎีหนึ่ง เป็นเรื่องของแรงดึงของกล้ามเนื้อขาทั้งด้านในและด้านนอก เป็นทฤษฎีจากหมอกระดูกเด็กที่มีชื่อเสียงท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นอาจารย์ของผู้เขียนเอง โดยปัจจุบันท่านได้เกษียณตัวเองในการทำงานไปแล้ว (รองศาสตราจารย์ นพ.ไพรัช ประสงค์จีน) ท่านเชื่อในช่วงที่เด็กเริ่มหัดเดินใหม่ ๆ จะพยายามกางขาทั้งสองข้างให้ฐานของฝ่าเท้ากว้างขึ้นเพื่อความมั่นคง การทำแบบนั้นย่อมส่งผลทำให้กล้ามเนื้อที่ใช้ในการเดินด้านนอกออกแรงดึงกระดูกหัวเข่ามากกว่ากล้ามเนื้อขาและเข่าด้านใน ขณะที่เด็กกำลังยกขาออกก้าวเดิน และลงน้ำหนักเหยียบพื้นแต่ละข้าง จนทำให้เข่ากางออกมากขึ้นเรื่อย ๆ ครับ
พ่อแม่ของเด็ก ตลอดจนญาติผู้ใหญ่ที่มีความกังวล ว่า เด็กตัวน้อย ๆ จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่เข่าโก่งหรือไม่ก็อาจจะจำเป็นที่ต้องพาเด็กมาให้หมอตรวจครับ โดยคุณหมอก็ตรวจสอบอายุ มีการวัดมุมของหัวเข่า ดูการเดินของเด็ก และอาจตรวจอย่างอื่นเพิ่มเติม บางคนก็จำเป็นต้อง X-Ray เพื่อดูรูปร่างของส่วนที่สร้างความยาวกระดูก ว่ามีความผิดปกติหรือไม่ โดยเฉพาะในเด็กที่มีอายุเกิน 2 ปีไปแล้วที่เข่ายังโก่งอยู่ และอาจจะต้องมีการนัดตรวจทุก 6 เดือน จนกว่าเด็กจะมีรูปร่างของเข่าที่ปกติตามเกณฑ์ของอายุครับ
ในบางรายที่เป็นโรคเข่าโก่งตั้งแต่เล็ก ๆ ซึ่งมักจะเป็นในเด็กบางเชื้อชาติ และน้ำหนักตัวมาก ๆ ก็จำเป็นต้องแก้ไขตั้งแต่เนิ่น ๆ ครับ อย่าไปรอนานเกินไป เพราะจะไม่ทันการณ์

RELATED ARTICLES
เข่าโก่ง หรือ ขาโก่ง และ เข่ากาง หรือ ขากาง ในเด็ก ตอนที่ 1
เข่าโก่ง หรือ ขาโก่ง และ เข่ากาง หรือ ขากาง ในเด็ก ตอนที่ 2


