
150 วินาที ห่างไกลโรคปวดหลัง

ผู้เขียนมีโรคประจำตัวคือ โรคปวดหลัง ซึ่งมีสาเหตุจากหมอนรองกระดูกสันหลังกดทับเส้นประสาท และเป็นต่อเนื่องมานานร่วมยี่สิบปี ผ่าตัดมาแล้วสองครั้ง นอนรอคิวผ่าตัดครั้งที่สามมาแล้วสามวันที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ก่อนคณะแพทย์มีความเห็นว่าไม่ควรผ่าตัดเพราะอาการไม่รุนแรงถึงขั้นดำรงชีวิตอย่างยากลำบาก ทนทุกข์ทรมานมานานหลายปีได้รับการรักษา และคำแนะนำจากแพทย์หลายท่านที่มากไปด้วยประสบการณ์ รวมทั้งที่ชื่อเสียงโด่งดังระดับประเทศ แต่ก็ยังไม่สามารถหยุดยั้งอาการปวดที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราวได้ จนวันนี้มีอาการดีขึ้นจึงอยากสรุปความเห็นเผื่อจะเป็นประโยชน์กับผู้ร่วมชะตากรรมคนอื่นๆ
อาการเริ่มต้นครั้งแรกเกิดจากก้มตัวลงยกของอย่างไม่ถูกท่าทาง มีอาการแปลบขึ้นที่กระดูกสันหลังบริเวณบั้นเอว ขณะนั้นขยับขาทั้งสองข้างต่อไม่ได้ รอไม่ถึงห้านาทีเริ่มทุเลาจึงค่อยๆขึ้นรถขับไปหาหมอด้วยตนเอง แต่ยังคงเดินแบบลากขาอย่างช้าๆ หมอที่คลินิคให้ความเห็นว่ากล้ามเนื้อคงอักเสบ จึงฉีดยาแก้ปวดและอักเสบให้ กลับไปบ้านต้องหยุดงานเพราะเดินไม่สะดวกไปสามวัน
หลังจากนั้นอาการแปลบๆข้างต้นก็จะเกิดกับตนเองปีละสองสามครั้งอยู่หลายปี ทุกครั้งต้องหยุดพักผ่อนอย่างน้อยสามถึงสี่วันเพราะลุกเดินไม่ไหว จนไปพบแพทย์ออร์โธปีดิคเฉพาะทางซึ่งนับเป็นกระบี่มือหนึ่งของจังหวัด รักษากันอยู่นานเป็นปี โดยเริ่มจากยากิน ยาฉีด และเอ็กซเรย์แบบคอมพิวเตอร์ติดตามดูอาการ จนสุดท้ายหมอสั่งให้ไปทำเอ็กซเรย์ MRI ที่โรงพยาบาลเอกชลชั้นนำในกรุงเทพมหานคร ซึ่งขณะนั้นมีอยู่แห่งเดียวในประเทศไทย ภาพจากฟิล์มฟ้องว่าหมอนรองกระดูกสันหลังมันปลิ้นออกมาขวางและดันไขสันหลังและเส้นประสาทจนเกิดอาการชาไปถึงหลังเท้า หมอตัดสินใจผ่าตัด เพื่อขูดเอาหมอนรองกระดูกที่แตกออก โดยเปิดแผลคืบนึงที่หน้าท้อง พร้อมทั้งตัดกระดูกเชิงกรานมาแว่นนึงขนาดเท่ากับหมอนรองกระดูกที่ขูดออก อัดเข้าไปรับช่องว่างข้อกระดูกสันหลังแทน ซึ่งแน่นอนมันจะส่งผลให้ข้อต่อส่วนนี้ไม่มีการยืดหยุ่นอีกต่อไป เวลาผ่านไประยะนึงมันก็จะเชื่อมข้อบนและข้อล่างให้ต่อเป็นชิ้นเดียวกัน งานนี้ต้องหยุดพักรักษาแผลไปร่วมเดือน
หลังผ่าตัดก็ยังคงพบแพทย์เพื่อติดตามอาการเป็นระยะๆ จากสัปดาห์ เป็นเดือน เป็นปี แต่อาการดูเหมือนมันยังไม่หายขาด แต่ก็ยังถือว่าดีกว่าเก่ามาก สุดท้ายหมอขอแก้ตัวอีกครั้งโดยการผ่าตัดจากด้านหลัง เปิดแผลช่วงกระดูกสันหลังที่มีปัญหา พร้อมยึดโยงข้อกระดูกสันหลังบน และล่างด้วยโลหะ เพื่อเสริมความแข็งแรงไม่ให้เกิดการเสียดสีหรือกดทับเส้นประสาทอีก งานนี้ต้องพักรักษาแผลไปเกือบสามอาทิตย์ แต่ก็พบว่าอาการที่ยังคงชาอยู่ที่หลังเท้าไม่ได้หายขาดไป เลยรู้สึกปลงๆ และไม่สนใจอะไรมากมายอีก นานๆเป็นปีถึงจะเจ็บหนักๆสักครั้งนึง เลยถือโอกาสยอมรับว่ามันคงเป็นอย่างนี้แหละจนเวลาล่วงเลยไปอีกหลายปี
ประมาณปี 2544 ก็เริ่มเกิดอาการปวดระดับต้องนอนพักถี่ขึ้น ไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นแพทย์ประจำที่โรงพยาบาลอีกที่หนึ่ง เชี่ยวชาญเรื่องกระดูก เอ็กซเรย์ไปหลายครั้งทั้งธรรมดา และแบบสแกนคอมพิวเตอร์ แต่ก็เห็นไม่ชัดเลยต้องลองทำ MRI อีกครั้ง ปรากฏว่าภาพเกิดแสงสะท้อนมากจนดูไม่รู้เรื่องเพราะมีโลหะอยู่ข้างใน สุดท้ายคุณหมอขอฉีดสีเข้าไขสันหลังเพื่อให้ภาพเอ็กซเรย์ธรรมดาชัดเจนมากขึ้น ช่วยให้การวินิจฉัยแม่นยำ ครั้งนี้พบว่ามีหมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาทเพิ่มอีกสองตำแหน่ง คือ ข้อบน และข้อล่างของข้อที่เคยมีปัญหามาก่อน ซึ่งคุณหมอบอกว่าเกิดจากข้อที่เสียไปไม่ยืดหยุ่น จึงไปเพิ่มภาระให้กับข้อบนและล่างมากกว่าปกติ เฮ้อ..เวรกรรม ไม่รู้เพราะตอนเด็กไปตีงูหลังหักไปหลายตัวจนตาย กรรมเลยตามสนองในชาตินี้เลยหรือเปล่า
สุดท้ายหมอนัดให้ไปนอนรอที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งเพื่อผ่าตัด นอนรออยู่สามวันคณะแพทย์ของโรงพยาบาลนั้น มาแจ้งผลว่ายกเลิกนัดที่จะผ่าตัด เพราะไม่คุ้มค่ากับความเสี่ยงที่จะผ่าตัดจุดเดิมซ้ำซากหลายๆครั้ง เลยจำใจอดทนรับการเจ็บปวดปีละหลายครั้งต่อไป จนกระทั่งปี 46 ต้องโยกย้ายไปช่วยงานที่เมืองจีนสามปี ระหว่างอยู่ที่นั่นก็นับว่าโชคดีที่เกิดการปวดรุนแรงไม่บ่อยมาก ส่วนใหญ่พอเริ่มมีอาการเพียงเล็กน้อยก็จะรีบกินยากันไว้ และระวังท่าทางการเคลื่อนไหวไม่ให้เสี่ยงเจ็บเป็นกรณีพิเศษ ทุกครั้งที่กลับมาเยี่ยมครอบครัวที่เมืองไทย ต้องแวะหาหมอเพื่อตรวจอาการ และขอยาไปสำรองไว้ครั้งละร่วมหมื่น มีอยู่หลายครั้งที่กลับมาเยี่ยมบ้านได้รับคำแนะนำให้ไปหาหมอคนนั้น คนนี้ ซึ่งแต่ละท่านมีชื่อเสียงระดับประเทศ ก็ลองไปขอคำปรึกษามาแล้วทั้งนั้น เพื่อสร้างความมั่นใจว่าช่วงทำงานในจีนจะไม่เกิดปัญหาบาดเจ็บรุนแรงจนเสียการเสียงาน
มีคุณหมอท่านหนึ่งของโรงพยาบาลรัฐชื่อดัง สรุปอย่างตรงประเด็นให้ฟังว่า โรคนี้น่ะมันรักษาไม่หายขาดหรอก หากเจ็บบ่อยหรือชาลงขามากก็ผ่าตัดสถานเดียว และถ้าเจ็บจุดอื่นต่อไปก็ต้องผ่าตัดไปเรื่อยๆ แต่มีทางช่วยป้องกันและลดโอกาสการเจ็บปวดได้โดยต้องบริหารกล้ามเนื้อหลังให้แข็งแรงเพื่อยึดโยงกระดูกสันหลังให้มั่นคง ซึ่งฟังดูแล้วก็เห็นคล้อยตามที่หมอบอกเลยว่าจริง แต่หมอสอนท่าบริหารกล้ามเนื้อหลังมาให้หลายท่า ซึ่งใช้เวลาต่อครั้งเกินชั่วโมงและไม่เหมาะกับคนขี้เกียจบริหารตัวเอง และคงไม่จำเป็นต้องรู้ว่าบริหารอย่างไร เพราะผมเองทำอยู่ได้ไม่กี่วันก็ยอมแพ้ เอาเป็นว่าตอนนี้เริ่มเข้าใจแล้วว่าหัวใจของปัญหาอยู่ที่กล้ามเนื้อหลัง
หลังจากย้ายกลับจากจีนเพราะสุขภาพโดยรวมไม่เอื้ออำนวยให้ลุยงานที่ต้องสมบุกสมบันที่นั่น เมื่อเกิดอาการปวดอีกก็เลยไปพบคุณหมอสมศักดิ์ที่มักจะหาอยู่เป็นประจำที่โรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง คุณหมอเองก็พยายามจะบอกว่า ฟังประวัติการรักษาที่ผ่านมา ถ้าท่านเป็นผู้ผ่าตัดตั้งแต่ครั้งแรกๆ ท่านจะต้องบังคับให้ทำกายภาพบำบัดด้วยตนเองหลังแผลหายดีแล้ว ซึ่งหากทำมาตั้งแต่แรกก็คงจะช่วยทำให้ไม่ต้องมาพบหมออีกเหมือนในตอนนี้ เพราะกายภาพบำบัดโดยบริหารกล้ามเนื้อหลังจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำซากอีกต่อไป เพียงแต่เราต้องไม่หลีกเลี่ยงบริหารเป็นประจำทุกวัน ซึ่งหลังจากคุณหมอได้อธิบายให้ฟังวิธีการบริหารแล้วรู้สึกได้เลยว่าหมูมาก และใช้เวลาน้อยมากๆต่อวัน จึงเริ่มทำต่อเนื่องมาได้สองสามเดือนแล้ว รู้สึกว่าแผ่นหลังแข็งแรงขึ้น พร้อมกับหน้าท้องก็เฟิร์มขึ้น ที่สำคัญอาการเจ็บแปลบๆ ที่เป็นบ่อยแต่ไม่รุนแรงหลายเดือนก่อนหน้าหายขาดไปเลย ทั้งที่ช่วงต้นปีเป็นต้นมาชักเริ่มมีปัญหาถี่มาก จนคุณหมอเองยังออกปากว่า ถ้าลองบริหารแล้วไม่ดีขึ้นก็คงต้องผ่าตัดแน่นอน ด้วยก่อนหน้านี้อัดไปทั้งยาฉีด ยารักษา ยาบำรุงเต็มพิกัดแล้ว เมื่อผลออกมาว่าอาการปวดหายเหมือนปลิดทิ้งอย่างนี้ เลยต้องยกเครดิตให้การบริหารกล้ามเนื้อหลังเป็นพระเอกตัวจริง อยากรู้แล้วใช่มั้ยครับว่าทำยังไง
เอ้าฟังนะ…..ตื่นเช้าทุกวันให้บริหารกล้ามเนื้อหลังดังนี้
- นอนหงายยืดเท้าตรงแนบชิดกัน
- ยกปลายเท้าลอยสูงขึ้นประมาณหนึ่งฟุต (ไม่ควรยกให้สูงกว่านี้)
- ฝืนค้างไว้พร้อมนับสิบวินาที
- ครบแล้วลดปลายเท้าวางลงพักห้าวินาที…ดังนี้คือหนึ่งเซ็ท
- ทำติดต่อกันรวมสิบเซ็ท นั่นหมายถึงใช้เวลาไปรวมร้อยห้าสิบวินาทีต่อวันเท่านั้น
เห็นแล้วยังครับ ว่ามันง่ายมากจริงๆ
- แต่ละสัปดาห์ให้เพิ่มน้ำหนักห้าร้อยกรัมถ่วงไว้ (อาจใช้ถุงทรายที่มีขายทั่วไป)
- น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นจะค่อยๆสร้างความแข็งแกร่งให้กล้ามเนื้อหลังเพื่อแก้ปัญหาที่เหตุ
- น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นจะสิ้นสุดที่เท่าใดเหรอครับ คุณหมอบอกว่าจนกว่ายกไม่ไหว…แต่
- น้ำหนักขั้นต่ำที่แต่ละคนต้องยกให้ได้มีวิธีคำนวณดังนี้ครับ
น้ำหนักขั้นต่ำที่ต้องยกได้ = น้ำหนักตัว – น้ำหนักท่อนขาสองข้าง / 10
โดยปรกติน้ำหนักท่อนขาสองข้างประมาณสิบกิโลกรัม ถ้าอ้วนหรือผอมกว่าปกติก็ปรับเพิ่มหรือลดเอาตามความเหมาะสม (อย่าบอกว่าขาสองข้างหนักห้าสิบโลนะ)
หวังว่าวิทยาทานในการบริหารด้วยตนเองวันละร้อยห้าสิบวินาทีจะช่วยให้ผู้เป็นโรคปวดหลังคลายทุกข์ได้ในเร็ววันนี้นะครับ และขอให้ผลบุญที่ช่วยให้ผู้อื่นคลายทุกข์จงอย่าได้มีอาการปวดหลังมากล้ำกลายข้าพเจ้าอีกต่อไปเลย
ส่งต่อมากๆก็ได้บุญอีกมากๆนะครับ
วิวัฒน์ อัครวิเนค
คนไข้คุณหมอสมศักดิ์ เหล่าวัฒนา
7 สิงหาคม 2550

กระดูกสันหลังหักในผู้สูงอายุ ตอนที่ 4 การฉีดซีเมนต์และใส่บอลลูน
ตอนที่ 4 การฉีดซีเมนต์และใส่บอลลูนรักษาการรักษากระดูกสันหลังโดยไม่ต้องผ่าตัด การรักษากระดูกสันหลังหักแบบบอลลูน เป็นอีกวิธีที่คนไข้จะเจ็บตัวน้อยกว่า แผลเล็กกว่า และฟื้นตัวเร็วมาก!!! ในวันรุ่งขึ้นหลังผ่าตัด โดยส่วนใหญ่อาการก็จะหายไป 80-90% ซีเมนต์ที่แข็งตัวแล้ว …เป็นซีเมนต์ที่เหลือค้างอยู่ในท่อโลหะเล็กๆ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเพียง 3มม ยาวประมาณ25ซม.หลังจากซีเมนต์ส่วนใหญ่ถูกฉีดผ่านท่อนี้ …โดยท่อนี้จะใช้สอดเข้าไปในโพรงกระดูกสันหลังส่วนที่หักยุบตัวโดยผ่านเสาหลังคากระดูกสันหลัง …ทำให้กระดูกสันหลังในคนที่เผลอหกล้ม ก้นกระแทกพื้น แล้วมีกระดูกสันหลังหักและยุบลง มีหลังโก่ง ได้กลับมามีหลังตรงขึ้น …กระดูกที่หักยังได้รับแรงยึดเหนี่ยวของซีเมนต์เชื่อมกันทันที ภายใน 7 นาที ไม่ต้องรอให้ติดเอง 3เดือนทนทรมานปวดหลัง …หรือผ่าหลังเข้าไปแผล10-15 ซม.ดามด้วยโลหะเสี่ยงเสียเลือดและปัญหาแทรกซ้อนเหมือนวิธีเดิม …วิธีการฉีดซีเมนต์รักษากระดูกสันหลังหัก แบบนี้ เรียกว่า KYPHOPLASTY ไคโฟพลาสตี้

“ปวดหลัง”ผ่าตัดทางเลือกสุดท้าย ตอนที่ 2
“ปวดหลัง” ผ่าตัดทางเลือกสุดท้าย ตอนที่ 2
ในทางการแพทย์มีการพบว่า ในครั้งแรกที่ มีหมอนรองกระดูกเคลื่อนออกมาทับเส้นประสาทจนคนไข้มีอาการปวดหลังร้าวลงขานั้น การรักษา เพียงแค่ นอนพักสักระยะเวลาหนึ่งในเวลา 5-14 วันแรก พยายามไม่ให้มีการ เคลื่อนไหวมากนัก โอกาสที่หมอนรองหระดูกสันหลังจะยุบบวมก็จะมีมากชึ้น เมื่อไม่มีอาการลุกลาม จากการที่หมอนรองกระดูกออกมาทับเส้นประสาทมากขึ้น หรือ หมอนรองกระดูกแตก จึงทำให้มีโอกาสประสบความสำเร็จในการรักษาให้หายขาดได้โดยไม่ต้องผ่าตัดหลัง มากกว่า 95%

ต่อไปนี้ คือข้อปฎิบัติ 12 ข้อที่อาจจะช่วยคนปวดหลังแบบรุนแรงให้หายขาดได้ โดยไม่ถูกผ่าตัดหลังครับ 12 วิธีหลีกเลี่ยงการถูกผ่าตัดหลังนั้น สามารถใช้ได้กับผู้ป่วยที่มีอาการปวดหลังตั้งเเต่น้อยๆ จนกระทั่งเป็นมากเดินไม่ได้ มีอาการขาชา หรือกล้ามเนื้ออ่อนแรง ทั้งนี้ ข้อมูลต่างๆ เหล่านี้ มาจากการเฝ้าสังเกตการรักษาผู้ป่วยที่มีอาการปวดหลังแบบรุนแรง และสุดท้ายต้องลงเอยที่การถูกผ่าตัดหลังนั้น พบว่า มีพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้องซ้ำๆ ของตัวผู้ป่วยเองที่ไปกระตุ้น ทำให้โรคลุกลามและมีอาการมากขึ้น
12 วิธี มีดังต่อไปนี้ครับ
- ถ้าเเพทย์บอกว่าพัก ต้องหยุดพักจริงๆ ครับ คนรุ่นใหม่ที่ขยันทำงานในปัจจุบันนี้ เวลาเจ็บไข้ได้ป่วยเพียงเล็กน้อย ก็มักไม่ค่อยยอมลางานหยุดพัก ห่วงงานมากกว่า ถึงแม้ว่าแพทย์จะแนะนำให้หยุดก็จะไม่ยอม แต่ในเรื่องของอาการปวดหลังแบบรุนแรงนั้น จะใช้แนวความคิดแบบเดิม หรือปฎิบัติตัวแบบเดิมๆ คงจะไม่ได้ครับ

ในทางการแพทย์มีการพบว่า ในครั้งแรกที่ มีหมอนรองกระดูกเคลื่อนออกมาทับเส้นประสาทจนคนไข้มีอาการปวดหลังร้าวลงขานั้น การรักษา เพียงแค่ นอนพักสักระยะเวลาหนึ่งในเวลา 5-14 วันแรก พยายามไม่ให้มีการ เคลื่อนไหวมากนัก โอกาสที่หมอนรองหระดูกสันหลังจะยุบบวมก็จะมีมากชึ้น เมื่อไม่มีอาการลุกลาม จากการที่หมอนรองกระดูกออกมาทับเส้นประสาทมากขึ้น หรือ หมอนรองกระดูกแตก จึงทำให้มีโอกาสประสบความสำเร็จในการรักษาให้หายขาดได้โดยไม่ต้องผ่าตัดหลัง มากกว่า 95% แต่ถ้าเราไม่ยอมหยุดพักในช่วงแรกๆ ที่หมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อนใหม่ๆ โอกาสที่จะหายขาดโดยไม่ต้องผ่าตัดนั้นจะลดลงเรื่อยๆ ขึ้นครับ อยู่กับว่า จะมีอาการปวดหลังแบบรุนแรงในชีวิตกี่ครั้ง บางคนมีโอกาสรอดจากมีดหมอผ่าตัดได้ไม่ถึง 60% ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมากครับ เพียงเพราะว่า เราห่วงงานมากกว่าหลังของตัวเอง บางคนก็อาจจะเกรงใจเพื่อนร่วมงาน หรือหัวหน้างาน
ในทางกลับกัน ถ้าคนไข้ต้องถูกผ่าตัดหลัง ก็จะต้องเสียเวลา ลาหยุดงานนานกว่า 1 เดือน เพื่อพักฟื้นหลังผ่าตัด ลองคิดดูนะครับถ้าตัดใจยอมหยุดพักงาน ตั้งแต่ครั้งแรกที่หมอบอก อาจจะเสียเวลาบ้างแต่หลังไม่ต้องถูกผ่า
ทำไมการนอนพักอยู่บนเตียง ประมาณ 1-2 สัปดาห์ จะช่วยทำให้สามารถรักษาอาการปวดหลังจากหมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาทให้หายขาดโดยไม่ต้องผ่าตัดหลังได้มากถึง 95% เหตุผล เพราะว่าในช่วงเวลาที่หมอนรองกระดูกเคลื่อนออกมาทับเส้นประสาทหลังใหม่ๆ นั้น ถ้าผู้ป่วย ยังคงนั่งหรือยืน หรือ เดินอยู่ จะมีน้ำหนักของตัวผู้ป่วย ไปกด กระดูกสันหลังตลอดเวลา ทำให้เหมือนมีเเรงดันที่หมอนรองกระดูกอยู่ตลอดเวลา โอกาสที่หมอนกระดูกสันหลังจะยุบตัวกลับเข้าที่เดิมหรือลดการอักเสบ บวมก็จะมีน้อยลง เมื่อเทียบกับการนอนพักเฉยๆ
ผลก็คือเมื่อผ่านช่วงเวลา 2 สัปดาห์ที่หมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อนออกมา หมอนรองกระดูกก็จะบวม อักเสบนานขึ้น จนอาจจะทับเส้นประสาทหลังอย่างถาวร และถ้าเส้นประสาทสันหลังถูกทับมากขึ้นหรือนานจนเกินไป เลือดที่นำอาหารไปหล่อเลี้ยงเส้นประสาทบริเวณนั้นไม่ได้ เซลประสาทก็จะตายลงมากขึ้นเรื่อยๆ จนผู้ป่วยมีอาการมากขึ้น เช่น ขาชาเป็นวงใหญ่ขึ้น ขาอ่อนแรงมากขึ้น เดินขึ้นบันไหเท้าตกไม่มีแรง แพทย์ที่ดูแลก็มักจะแนะนำการรักษาโดยการผ่าตัด เอาหมอนรองกระดูกออกเพราะว่า ถ้าขืนปล่อยทิ้งไว้นานเกินไป โอกาสที่เซลประสาทจะฟื้นฟูกลับมาเหมือนเก่าก็จะเหลือน้อย ถึงแม้จะผ่าตัดไปแล้วก็อาจจะไม่ฟื้นฟูเหมือนเก่า เพราะฉะนั้น ถ้าแพทย์รักษาโรคปวดหลัง บอกให้ท่านหยุดงาน ท่านต้องหยุดจริงๆ ครับ ก่อนที่จะสายเกินไป


“ปวดหลัง”ผ่าตัดทางเลือกสุดท้าย ตอนที่ 3
“ปวดหลัง” ผ่าตัดทางเลือกสุดท้าย ตอนที่ 3
เมื่อแพทย์ส่ง X Ray ที่หลัง อาจจะพบว่ารูปร่างกระดูกสันหลังไม่ได้ตั้งตรง เหมือนกับคนปกติ อาจจะเห็นรูปร่างที่คด หรือโก่งเล็กน้อย หลายคนอาจจะกังวลใจคิดว่า อาการปวดหลังที่เป็นมานานนั้น แท้จริงก็มาจากรูปร่างกระดูกสันหลังที่คดนี่เอง จึงพยายามไปหานักกายภาพจัดกระดูก (Chiropractors) ที่มีใบอนุญาตบ้าง ไม่มีบ้าง ให้จัดดัดกระดูก หรือ ดึงหลังให้ เพราะคิดว่า การทำเช่นนั้นสามารถทำให้กระดูกสันหลังกลับมาตรงได้เหมือนเดิม โดยไม่รู้ตัวว่า การมีความคิดที่ยึดแน่นแบบนี้จะก่อให้เกิดข้อผิดในการรักษาโรคปวดหลังหลายข้อด้วยกัน
ข้อปฎิบัติตัว ข้อที่ 2. “อย่าไปคิดว่า อาการปวดหลังมีสาเหตุจากรูปร่างกระดูกสันหลังที่คดโก่ง ไม่ตรง” มีผู้ป่วยหลายๆ คนครับที่มีอาการปวดหลังเรื้อรัง แล้วไปพบแพทย์ เมื่อแพทย์ส่ง X Ray ที่หลัง อาจจะพบว่ารูปร่างกระดูกสันหลังไม่ได้ตั้งตรง เหมือนกับคนปกติ อาจจะเห็นรูปร่างที่คด หรือโก่งเล็กน้อย หลายคนอาจจะกังวลใจคิดว่า อาการปวดหลังที่เป็นมานานนั้น แท้จริงก็มาจากรูปร่างกระดูกสันหลังที่คดนี่เอง จึงพยายามไปหานักกายภาพจัดกระดูก (Chiropractors) ที่มีใบอนุญาติบ้าง ไม่มีบ้าง ให้จัดดัดกระดูก หรือ ดึงหลังให้ เพราะคิดว่า การทำเช่นนั้นสามารถทำให้กระดูกสันหลังกลับมาตรงได้เหมือนเดิม โดยไม่รู้ตัวว่า การมีความคิดที่ยึดแน่นแบบนี้จะก่อให้เกิดข้อผิดในการรักษาโรคปวดหลังหลายข้อด้วยกัน ครับ
ประการแรก ในคนปกติทุกคนถ้าจับมา X Ray หลัง ไม่ใช่ทุกคนนะครับ ที่จะมีกระดูกสันหลังที่ตั้งตรงสวยงาม มีคนอยู่เป็นจำนวนไม่น้อยเลยครับที่ไม่ได้มีอาการปวดหลัง แต่เมื่อจับมา X Ray หลัง พบว่ากระดูกสันหลังก็ไม่ได้ตั้งตรง อาจจมีคดได้ ในกรณีอย่างนี้ทางการแพทย์ถือว่า เป็น Normal Variation ครับ หมายความว่า การที่คนเรามีอวัยวะบางส่วนผิดเพี้ยนไป อาจจะไม่ใช่เป็นโรคทั้งหมดครับ เช่น คนเราที่มีแขนยาวไม่เท่ากัน จมูกโด่งไม่เหมือนกัน ในเมื่อมันไม่ใช่โรคแล้ว เรามัวไปเสียเวลา เสียเงินทองไปดัดหลัง ไปจัดกระดูก จึงไม่มีทางที่จะหายจาก โรคปวดหลังได้ครับ
ประการที่สอง มีภาวะบางอย่างครับที่สามารถทำให้กระดูกสันหลังคดแบบชั่วคราวได้ เช่น กล้ามเนื้อหลังอักเสบที่บั้นเอว การพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ การมีกล้ามเนื้อสองข้างของกระดูกสันหลังแข็งแรงไม่เท่ากัน สาเหตุต่างๆ เหล่านี้ถ้าได้รับการแก้ไขที่ต้นเหตุอย่างถูกวิธี กระดูกสันหลังก็จะกลับมามีรูปร่างที่ตั้งตรงเหมือนเดิม แต่ถ้าเราคิดว่า การดึง หรือจัดกระดูกจะช่วยให้หลังตั้งตรงคงต้องกลับไปคิดใหม่แล้วครับ เพราะในทางตรงกันข้าม การจัดกระดูกสันหลัง และการไปดัดกระดูกสันหลังจะทำให้เกิดแรงกระเทือนบริเวณหมอนรองกระดูกสันหลัง และกระดูกสันหลังอย่างมากมาย ถ้าท่านเป็นผู้ป่วยที่มีอาการปวดหลังแบบรุนแรง โดยไม่รู้ว่า ต้นเหตุนั้นเกิดจากหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อนหรือไม่ การมีอาการอักเสบที่กล้ามเนื้อหลังเล็กน้อย พอไป X Ray หลังแล้วพบว่า มีการะดูกสันหลังคด ก็ตกใจ แทนที่จะไปพักตามเหตุผลดังข้อปฏิบัตที่1 กลับวิ่งโร่ไปหานักกายภาพดัดหลัง (Chiropractors) ที่โฆษณาตามหนังสือแฟชั่น หรือหนังสือสุขภาพทั่วไป ผลเสียรุนแรงที่เกิดขึ้น ก็อาจจทำให้หมอนรองกระดูกที่โป่งเคลื่อนออกมา เคลื่อนที่ออกมามากขึ้น หรือ บางครั้งก็อาจจะทำให้หมอนรองกระดูกสันหลังแตกได้ เมื่อหมอนรองกระดูกสันหลังแตกจะทำให้มีอาการปวดหลังลงขาอย่างรุนแรง จนทนปวดไม่ได้ต้องขอให้หมอรีบผ่าตัดเพื่อเอาหมอนรองกระดูกที่แตกออกทิ้งไป
ในทางการแพทย์ การรักษาโดยการดัดหลัง หรือดึงหลังนั้น ถือว่าเป็นการรักษาที่รุนแรง (Aggressive Treatment) อย่างหนึ่งครับ ถ้ายังไม่มีข้อมูลชัดเจนว่า อาการปวดหลัง หรือ ปวดขามาจากอะไรแพทย์เจ้าของไข้จะไม่อนุญาติให้ใช้การรักษาวิธีนี้ เพราะโอกาสพลาดส่งผลเสียมากกว่าผลดี มีสูง การมีรูป X Ray เพียงไม่กี่แผ่นที่แสดงไห้เห็นว่า กระดูกหลังคด แล้วต้องรักษาโดยดึงหลังเพื่อให้หลังตรง จะได้หายปวดหลัง จึงไม่สมเหตุสมผลครับ เพราะถ้ากระดูกสันหลังที่คดแบบนี้เกิดจากการที่ร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอ เพียงแค่เรานอนพัก 5-7 วัน กระดูกสันหลังก็กลับมาตรงได้เหมือนเดิม
ยังมีกระดูกสันหลังที่คดอีกชนิดหนึ่งครับ ที่ถือว่าเป็นโรคต้องรักษาอย่างจริงจัง เพราะถ้าไม่รักษา กระดูกสันหลังอาจจะมีรูปร่างที่คดมากขึ้นตามการเจริญเติบโต สาเหตุของกระดูกสันหลังคดชนิดนี้เกิดจาก จุดที่สร้างการเจริญเติบโตให้กระดูกสันหลังสองฝั่งมีไม่เท่ากัน ทำให้กระสันหลังแต่ละปล้องมีความสูงไม่เท่ากัน ส่งผลให้กระดูกสันหลังเอียงออกจากจุดที่ตั้งฉากกับลำตัว มักพบได้ในช่วงที่มีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วของคนเช่น ในช่วงวัยรุ่นครับ กระดูกสันที่คดแบบเป็นโรคนี้ จะมีลักษณะที่ค่อนข้างคดมาก และหลังจะเกร็ง แม้ เอียงตัวไปมาทางด้านขาง แล้ว X Ray รูปร่างก็ยังคงคดเหมือนเดิม และมักมีกระดูกสะบักหลังที่นูนเด่นที่ด้านหลังไม่เท่ากัน ถ้าเอาฝ่ามือทาบที่กระดูกสะบักหลังทั้งสองข้างก็จะรู้สึกได้ถึงความนูนเด่นไม่เท่ากันของกระดูกสะบักหลัง

วิธีสังเกตง่ายๆ ที่จะดูว่า ลูกๆ ของท่านมีโรคกระดูกสันหลังชนิดที่คดถาวรหรือไม่ ให้เด็กถอดเสื้อออก แล้วก้มหลังให้มือแตะปลายเท้าด้านหน้าทั้งสองมือ คุณพ่อแม่เด็กอ้อมมาด้านหลังแล้วก้มมองแบบสังเกตุดูว่า กระดูกสะบักหลังที่นูนเด่นออกมาตอนเด็กก้มหลังมีความสูงเท่ากันหรือไม่ (ดังรูป) ถ้าไม่เท่าต้องสงสัยไว้ก่อนว่า อาจจะเป็นโรคกระดูกสันหลังคดชนิดถาวรได้ ต้องรีบไปปรึกษาแพทย์โดยทันที เพื่อการแก้ไขในเวลาที่เหมาะสม เพราะถ้าปล่อยให้เด็กหยุดสูงแล้วมาแก้ไข อาจจะสายเกินไปครับ
ที่น่าแปลกใจและตลกไม่ออกก็คือว่า มีการทำวิจัยที่ยืนยันอย่างชัดเจนเกี่ยวกับการรักษาโรคกระดูกสันหลังชนิดคดถาวรว่า การรักษา ด้วยวิธีดัดหลัง ดึงหลัง และแม้แต่ใส่เสื้อเกราะปรับกระดูกสันหลัง ก็ไม่มีทางทำให้กระดูกสันหลังหลังกลับมาตรงได้ครับ เสียเวลา เสียเงิน และทำให้เด็กที่เป็นโรคนี้มีปมด้อย ที่ต้องใส่เสื้อเกราะพลาสติกบีบตัวอยู่ทุกวันที่ไปโรงเรียน
อีกทั้งการที่มีกระดูกสันหลังคดแบบนี้ ทางการแพทย์ไม่พบว่า จะเป็นสาเหตุที่ทำให้มีอาการปวดหลังแบบรุนแรงครับ เพียงแต่ทำให้ดูหลังไม่สวย และตัวเตี้ยมากกว่าปกติ ผู้ป่วยปวดหลัง หลายคนที่มีรูปร่างกระดูกสันหลังคด แล้ว ชอบโทษพ่อ เเม่ ว่าสร้างมาไม่ดี ต้องเปลี่ยบความคิดใหม่ แล้วเอาเวลาที่เหลืออยู่ไปหาสาเหตุแท้จริงที่
ทำให้ปวดหลัง เพื่อการรักษาที่ถูกต้อง และทำให้หายปวดหลังทันท่วงที ก่อนที่โรคจะลุกลามออกไปจนไม่มีทางเลือกต้องรักษาโดยการผ่าตัดหลังเท่านั้น ปวดหลัง ผ่าตัดทางเลือกสุดท้ายครับ


การดูเเลรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมเเนวใหม่ ตอนที่ 2
2. การมีเวลานั่งคุยกัน (Counseling) รักษาโรคข้อเข่าเสื่อม
ทุกวันนี้เวลาผู้ป่วยไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลของรัฐ ยังไม่ได้นั่งเอาก้นแตะพื้นเก้าอี้เลย แพทย์ก็เขียนใบสั่งยาเรียบร้อยแล้ว และแพทย์ก็ไม่สามารถที่จะนัดดูผู้ป่วยในช่วงเวลาสั้น ๆ เพื่อติดตามผลการักษาอย่างใกล้ชิดได้ เพราะกลัวว่าคนไข้จะล้นโรงพยาบาลมากกว่านี้ จึงเป็นเหตุผลที่ว่า เวลาขอดูยาของคนไข้ที่มาจากโรงพยาบาลของรัฐ มักจะพบว่า ได้ยาแก้อักเสบมาทานเป็นเดือน ๆ หลาย ๆ ถุง แต่ก็ต้องให้ความเห็นใจ และเข้าใจแพทย์ที่เสียสละทำงานให้กับโรงพยาบาลของรัฐนะครับ ตรวจคนไข้วันละ 70-100 คน โดยบางครั้งไม่ได้ทานข้าวกลางวัน แพทย์บางคนกว่าจะตรวจเสร็จในแต่ละวัน ก็ปาเข้าไป สาม ถึง สี่โมง ค่าตอบแทนก็ไม่ได้มากเท่ากับข้าราชการวิชาชีพพิเศษอื่นที่มีความรับผิดชอบมากใกล้เคียงกัน แพทย์ที่สามารถทนทำงานกับสภาพแบบนี้ได้ จึงเป็นผู้ที่เสียสละ และมีความสุขตามอัตภาพครับ
การนั่งคุยกัน คือ วิธีการที่จะสืบค้นถึงต้นตอการก่อโรคของข้อเข่าเสื่อม ในแต่ละคน ซึ่งจะมีไม่เหมือนกัน ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับว่า การนั่งคุยกันอย่างนี้ เป็นวิธีการ รักษาโรคข้อเข่าเสื่อม ที่ได้ผลมากที่สุดครับ บางครั้งก็เหมือนเส้นผมบังภูเขาที่ผู้ป่วย และญาติมองไม่เห็น ต้องพึ่งแพทย์เป็นผู้ชี้ทางออก เพราะพฤติกรรม บางอย่างของคนไข้เองนั่นแหละครับ ที่เป็นตัวกระตุ้นทำให้ ข้อเข่าเสื่อมทรุดหนักเร็วขึ้น เช่นบางคนอาจจะเดินขึ้นลงบันไดบ่อย ๆ วันละหลายเที่ยว ข้อเข่าที่จะถูกเสียดสีมากทุกครั้งที่มีการใช้งานลักษณะนี้ก็จะผุพังเร็วขึ้น บางคนชอบซื้อของ และหิ้วของหนัก ๆ ตลอดเวลา ทั้งที่ไม่จำเป็น ของใช้บางอย่างในกระเป๋าบางสิ่งก็ไม่ได้หยิบมาใช้ครับ แต่ก็ทนหิ้วไปเรื่อย ๆ ทุกวัน เปรียบเหมือนเราขับรถที่บันทุกของหนักตลอดเวลา นอกจากจะเปลืองน้ำมันรถแล้ว ช่วงล่างของรถก็จะทรุดและพังเร็วขึ้น ต้องเปลี่ยนอะไหล่บ่อย ๆ เหล่านี้ครับ ถ้าไม่มีเวลานั่งคุยกัน แพทย์ก็คงไม่สามารถแนะนำให้ท่านแก้ปัญหาได้ เวลาที่ผู้ป่วยและญาติเวลาเข้าไปพบแพทย์ จึงไม่ใช่การนั่งมองหน้าคุณหมออย่างเดียว ครับ มีคำถามอย่าเกรงใจ และใช้เวลาในการเข้าพบแพทย์ให้คุ้มค่า

การเรียนรู้ปัญหาร่วมกันของผู้ป่วย ญาติ และแพทย์ผู้รักษา จะกลายเป็นตัวกระตุ้นที่ทำให้ผู้ป่วยมีกำลังใจ ที่จะแก้ปัญหาโดยตัวผู้ป่วยเองเปรียบเหมือนกับเราปล่อยให้เด็กตัวเล็กที่หัดเดินแล้วล้มลง เพียงแต่รอเวลาให้เด็กต้วน้อยมีกำลังลุกขึ้นเองโดยที่เราไม่ต้องรีบเข้าไปช่วยพยุงตัว เด็กก็จะเดินเองได้ อย่างรวดเร็ว
สรุป สิ่งที่เราจะได้จากการที่มีเวลานั่งคุยกัน ในห้องตรวจ มีดังนี้
- ได้ทราบถึงปัจจัยก่อโรคของผู้ป่วยที่ซ่อนอยู่โดยที่ผู้ป่วยเป็นผู้สร้างมันขึ้นมาเอง เช่น การมีน้ำหนักตัวที่มากเกินไป การนั่งยอง ๆ ติดต่อกันเป็นเวลานาน ๆ หรือการทานยาแก้อักเสบติดต่อกันมาเป็นระยะเวลานาน ๆ
- นำสิ่งที่เป็นต้นเหตุย้อนกลับมาถามผู้ป่วยเพื่อให้ผู้ป่วยตระหนักถึงสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และจะต้องแก้ไข หรือเปลี่ยนแปลงพฤติกรรรม เพื่อทำให้การรักษาข้อเข่าเสื่อมมีประสิทธิภาพมากขึ้น
- ให้ญาติได้มีส่วนร่วมในการรับฟัง และรู้เรื่องของผู้ป่วยเพราะบางครั้งผู้ป่วยต้องความช่วยเหลือ ความเข้าใจที่อยู่ใกล้ตัวภายในบ้านของตัวเอง เพื่อจะเป็นสะพานก้าวข้าม ในการรักษาโรคนี้ ที่น่าแปลกใจ ก็คือมีญาติผู้ป่วยบางคนที่อยู่บ้านเดียวกัน โดยเฉพาะลูกชายแทบจะไม่ได้รู้เรื่องข้อมูลของผู้ป่วยที่ เป็นโรคข้อเข่าเสื่อมมานาน การที่มีญาติมีความรู้เรื่องสุขภาพมากขึ้น จะช่วยเป็นหูเป็นตาให้กับแพทย์อีกแรง ในการควบคุมพฤติกรรมก่อโรคของผู้ป่วยเอง และให้ความช่วยเหลือเบื้องต้น ยามที่ผู้ป่วยต้องการ

บทความที่เกียวข้อง
การดูเเลรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมเเนวใหม่ ตอนที่ 1
การดูเเลรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมเเนวใหม่ ตอนที่ 2
การดูเเลรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมเเนวใหม่ ตอนที่ 3

การดูเเลรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมเเนวใหม่ ตอนที่ 3
3.สะสมแคลเซียม อย่าให้ขาด
ตั้งแต่แรกเกิดจนคนเรามีอายุ 30 ปี แคลเซียมซึ่งเป็นสารที่สร้างความแข็งแรงให้กระดูก จะถูกดูดซึมเข้าไปสะสมภายในกระดูกทุกส่วน โดยเฉพาะกระดูกที่ใช้งานอย่างข้อเข่าของเรา ถ้าเราสามารถทานแคลเซียมเข้าไป ในรูปของอาหารธรรมชาติทั่วไป เช่น นม เนย ปลาตัวเล็ก และ ยอดผักต่างๆ ในช่วงอายุระหว่างนี้ มนุษย์เราก็จะได้ประโยชน์สูงสุดครับ เพราะอัตราการดูดซึมแคลเซียม จะมากกว่าการสลายออกจนร่างกายสามารถสะสมปริมาณแคลเซียมในกระดูกมากพอที่จะเหลือใช้ในยามที่เราแก่ เฒ่า ชราไป
ผมชอบเปรียบเทียบเหมือนการนำเงินไปฝากธนาคาร ในช่วงก่อนอายุ 30 ปี ที่มีแต่ฝากเข้าไม่มีการถอนออกครับ แต่หลังจากนั้น คือ เมื่อคนเราอายุ 30 ปี เราก็จะได้ความหนาแน่นของกระดูกสูงสุด ตอนนี้และครับ ที่ร่างกายจะเล่นตลกกับเรา คือ จะมีการสลายแคลเซียมออกจากกระดูก เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน มากกว่าการสะสมใหม่ เหมือนกับที่เราจำเป็น ต้องถอนเงินออกจากธนาคารทุกวัน ทีละเล็กละน้อย จนกว่าจะหมด วันไหนใช้มาก ก็สลายมาก เช่น การให้นมบุตร การทำงานหนักๆ สุดท้ายก็เหมือนกับการถอนจนเงินหมดบัญชี ผลก็คือ แคลเซี่มที่เหลืออยู่ไม่พอใช้ วันนั้น ก็จะเป็นวันที่เราถูกวินิจฉัย ว่าเป็นโรคกระดูกบาง ครับ
ในยามที่เร
ามีโอกาสสะสมแคลเซียมเข้าไปในกระดูกขณะที่เรายังเป็นเด็ก โดยการดื่มนม หรือทานอาหารที่มีแคลเซี่ยมสูง แต่เราไม่ได้ใช้โอกาสสำคัญในช่วง อายุก่อน 30 ปี จึงมีผลทำให้ ปริมาณแคลเซี่ยมที่สะสมอยู่ในกระดูกไม่มากพอ บวกกับการที่ร่างกายถอนแคลเซียมออกไปใช้มากๆ อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเพศแม่ ที่จะหมดฮอร์โมนสำคัญตัวหนึ่งในวัยหมดประจำเดือน(อายุ 48-50ปี) มีผลทำให้ ไปเพิ่มอัตราการสลายแคลเซียมออกจากกระดูก มากขึ้นกว่า ปกติถึง สามเท่า เพศแม่จึงมีโอกาสเป็นโรคกระดูกมากกว่าเพศพ่อ โดยเฉลี่ย 2-3 เท่าครับ
แคลเซียมมีความสำคัญในการ รักษาโรคข้อเข่าเสื่อม อย่างมากครับ เพราะถ้าโครงสร้างกระดูกไม่แข็งแรง ก็เปรียบเสมือนเสาคอนกรีตที่ข้างในผุกร่อน กลวงโบ๋อยู่ข้างใน โอกาสที่ข้อเข่าจะทรุด โก่งก็จะมีมากขึ้น ถึงแม้ว่า โรคข้อเข่าเสื่อม จะเป็นเรื่องของการสึกหรอที่ผิวสัมผัสกระดูกอ่อนก็ตามที่ แต่ถ้าเนื้อในที่รองรับการกระแทกของข้อเข่าบางด้วยแล้วละก็ โอกาสที่ข้อเข่าเสื่อมจะลุกลามอย่างรวดเร็วก็จะสูงกว่าคนที่มีคุณภาพกระดูกดีกว่า

ในสมัยก่อน การสาธารณสุขของไทยเราทำพลาดมาแล้วที่คอยปลูกฝังว่า การทานอาหารครบ 5 หมู่ก็เพียงพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องทานยาบำรุงอะไรทั้งสิ้นมาเสริม ผลปรากฎว่า ผู้สูงอายุบ้านเราป่วยเป็นโรคกระดูกพรุนกันมาก จนเราต้องหันหลังแนวความคิดกลับแบบ180 องศา ส่งเสริมยาบำรุงเสริมกระดูกกันมากขึ้น โดยเฉพาะคนที่ไม่สามารถทานแคลเซียมจากอาหารธรรมชาติได้ เช่น บางคนอาจจะแพ้นม หรือ ไม่ต้องการไขมันจากนม ก็ยังมียาบำรุงกระดูกเสริมเข้าไป

มีคำถามอยู่บ่อยๆที่ว่า ถ้าเราทานแคลเซียมเข้าไป หลังจากมีอายุ 30 ปี จะยังมีประโยชน์หรือไม่เพราะ จากที่เราทราบมา ว่า แคลเซียมไม่สามารถเข้าไปสะสมในกระดูกได้อีกหลังจากอายุ 30 ปี คำตอบก็คือ ยังมีประโยชน์อยู่มากนะครับ เพราะ แคลเซียมที่เราทานเข้าไป ในแต่ละวันนั้น จะถูกนำไปใช้ ในกระบวนการเผเผลาญพลังงาน ทำให้ไม่ต้องดูดออกจากเนื้อกระดูกมากนัก บางคนอาจจะต้องใช้มากถึง วันละ 1800 มิลลิกรัม ถ้าเราไม่ทานอะไรเสริมเข้าไปในยามแก่เฒ่าก็เท่ากับ รอเป็นโรคกระดูกบางอย่างเดียวครับ
ยาบำรุงกระดูกในรูปของแคลเซียมถูกพัฒนามากขึ้นเรื่อย ๆ ครับ เช่น การผสมกับวิตามินซี หรือ ดี เพื่อช่วยในการดูดซึมและเพิ่มสารอาหาร แคลเซียมที่เราใช้ทานนั้น ต้องอยู่ในรูปของสารประกอบ ซึ่งมีหลายชนิด มีคุณสมบัติและราคาที่แตกต่างกันไป มี แคลเซียมคารบอเนต หรือ แคลเซียมซิเตรด มีราคาถูก แต่ก็มีปัญหา เรื่องอัตราการดูดซึม ต่ำมากมาก(เพียง 5-10 %) แคลเซียมบางชนิดมีการใช้สารธรรมชาติอื่นมาผสมในรูปของเกลือคลีเลต เช่น แคลเซี่ม แอล ธีโอเนตทำให้การดูดซึมดีขึ้นมากกว่าเดิมหลายเท่า แต่ราคาก็ยังสูงอยู่ ผู้บริโภคก็ต้องคำนวณความคุ้มค่าให้ดีๆครับ
การทานแคลเซียมจะต้องทานตอนท้องว่าง และต้องเคี้ยวก่อนทุกครั้งนะครับ จะช่วยเรื่องการดูดซึมอย่างมาก แคลเซียมที่ละลายน้ำ หรือเป็นเม็ดไม่มีข้อพิสูจน์ชัดเจนครับ ว่า อย่างไหนดีกว่ากัน

บทความที่เกียวข้อง
การดูเเลรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมเเนวใหม่ ตอนที่ 1
การดูเเลรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมเเนวใหม่ ตอนที่ 2
การดูเเลรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมเเนวใหม่ ตอนที่ 3

