
การใช้บอลลูนเล็กๆสอดเข้าไปในกระดูกสันหลัง ปล้องที่ยุบตัว และใช้แรงดัน ดันให้กระดูกสันหลังปล้องนั้นหายยุบตัวก่อน หลังจากนั้นจึงถอนบอลลูนออกและค่อยฉีดซีเมนต์เข้าไปในโพรงกระดูกที่บอลลูนสร้างขึ้นจนเต็ม โดยมีข้อดีที่ชัดเจน ไม่ต้องผ่าตัด

ทั่วโลกมีคนที่มีอัตราเสี่ยงในการเป็นโรคกระดูกบาง ถึง 100 ล้านคนครับ เฉพาะที่ประเทศสหรัฐอเมริกา มีคนที่มีอัตราเสี่ยงเป็นโรคนี้ 44 ล้านคน (2002) เป็นผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ถึง 4 เท่า และมากกว่าครึ่งอายุมากว่า 55 ปี ใช้งบประมาณในการรักษามูลค่ามากถึง 20 Billion Dollarsต่อปี ซึ่งไม่นาเชื่อว่า มีมูลค่าในการใช้จ่ายรักษาโรค มากกว่าโรคหัวใจเสียอีกครับ (มูลค่าในการรักษา = ค่าใช้จ่ายจริงจากโรงพยาบาลที่รักษา+ ค่าความเสียหายจากจำนวนวันที่ไม่สามารถทำงานได้)
ในแต่ละปีโรคนี้ก็ทำให้ชาวอเมริกันมีกระดูกหัก มากถึง 1.5 ล้านคนต่อปี โดยเป็นกระดูกสันหลังหักมากที่สุด ถึง 700,000 คนต่อปี (ข้อมูลจาก National Osteoporosis Foundation) ถ้ามีกระดูกสันหลังหักที่ช่วงบนบริเวณช่องอกก็จะถูกกระทบกระเทือน ปริมาตรช่องว่างของปอดที่ใช้ในการหายใจจะหายไปถึง 9 % แน่นอนว่าจะต้องกระทบกระเทือนต่อการหายใจในผู้ป่วยสูงอายุที่ไม่ค่อยมีแรงอยู่แล้วครับ
คนที่กระดูกบาง เพียงแค่ล้มก้นกระแทกพื้นเบาๆ นั่งในรกกระเทือนหน่อย หรือเอี้ยวตัวผิดท่า ก็อาจจะทำให้กระดูกสันหลังหักแบบยุบตัวโดยไม่รู้ตัวครับ และ ผ่านไปวันสองวัน หรือเป็นอาทิตย์จึงจะเริ่มมีอาการมากขึ้นเรื่อยๆ ถ้าไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง
อาการที่เกิดขึ้นก็จะเริ่มตั้งแต่ จะมีอาการปวดหลัง ปวดบั้นเอว รูปร่างของกระดูกสันหลังจมีความผิดปกติ เช่น ความสูงของปล้องนั้นจะลดลง รูปร่างกระดูกสันหลังจะโก่งมากขึ้น การใช้ชีวิตตามปกติจะแย่ลง ลุกขึ้นจากเตียงลำบาก เอี้ยวตัวไม่ได้ เพราะจะปวดมาก เดินไกลหรือเดินนานๆไม่ได้ คุณภาพชีวิตที่ดีโดยรวมจะลดลง แน่นอนว่าใช้ร่างกายทำงานได้น้อยลง ความหนาแน่นและความแข็งแรงของกระดูกจะลดลงเนื่องจากการใช้งานที่ลดลง มีผลทำให้กระดูกสันหลังปล้องอื่นๆหักตามมาอีก อาจจะมีโรคปอดแทรกซ้อนขึ้นมา เพราะการทำงานของปอดที่ลดลงไป และสุกท้ายก็คือ อัตราการเสียชีวิตเพิ่มมากขึ้น23-43%
การรักษาโรคกระดูกสันหลังยุบตัวมี 4 ทางเลือกครับ
1.การรักษาแบบประคับประคอง

การให้นอนพัก ทานยาแก้ปวดแก้อักเสบ ใส่เสื้อประคองหลัง หลีกเลี่ยงการกระเทือนหลัง รอให้กระดูกติดเอง แต่เราต้องยอมรับสภาพรูปร่าง กระดูกสันหลังที่ยุบตัวลงไป หรือรูปร่างหลังที่โก่งไป ตัวที่เตี้ยลงว่า ไม่สามารถทำให้ฟื้นคืนใกล้เคียงของเก่าได้ โดยวิธีนี้ มีข้อเสียตรงผู้ป่วยจะมีอาการปวดกระดูกสันหลังนาน(3-4 เดือน) การเสียคุณภาพการใช้ชีวิตจะนานกว่าจนกว่ากระดูกสันหลังจะติดกัน และข้อที่สำคัญมากที่ทางการแพทย์ค้นพบมา ก็คือการรักษาแบบนี้ อาจจะทำให้มีโอกาสเกิดกระดูก สันหลังหักปล้องอื่นๆตามมาอีกไม่รู้จบ เหมือนตึกสูงที่ชั้นกลางๆ ที่เมื่อพังทรุดตัวเอียงลงไปแล้ว น้ำหนักที่กดลงชั้นอื่นๆจะเสียสมดุล และมีแรงกดมากขื้นข้างใดข้างหนึ่ง จนชั้นอื่นๆก็จะทรุดตัวตามลงมาครับ


4.การใช้บอลลูนดันกระดูกสันหลังปล้องที่หักยุบตัวก่อนฉีดซีเมนต์


การใช้บอลลูนเล็กๆสอดเข้าไปในกระดูกสันหลัง ปล้องที่ยุบตัว และใช้แรงดัน ดันให้กระดูกสันหลังปล้องนั้นหายยุบตัวก่อน หลังจากนั้นจึงถอนบอลลูนออกและค่อยฉีดซีเมนต์เข้าไปในโพรงกระดูกที่บอลลูนสร้างขึ้นจนเต็ม โดยมีข้อดีที่ชัดเจน ไม่ต้องผ่าตัด

เพียงใช้เข็มเล็กๆสอดนำและทำทางเข้าก่อนจะสอดบอลลูนที่ยังไม่พองตัวเข้าไป ผลของการรักษา ทำให้ลดอาการปวดจากการดูกที่หัก ไม่ทำให้กระดูกสันหลังปล้องที่หักเสียการเคลื่อนไหวเหมือนการผ่าตัดดามกระดูกด้วยโลหะ สร้างความมั่นคงให้กระดูกสันหลัง แก้ไขรูปร่างที่ยุบตัวและโก่งให้ดีขึ้น และโอกาสรั่วของซีเมนต์ออกนอกกระดูกสันหลังน้อยกว่าการฉีดซีเมนต์อย่างเดียว

ข้อดีของวิธีนี้ คือ คนไข้จะหายปวดเร็วมาก บางคนแค่เพียงข้ามคืนหลังจากทำ ก็สามารถลุกขึ้นมาทำกิจวัตรประจำวันได้โดยไม่ปวดมากเหมือนเดิมที่ต้องนอนทรมานนิ่งๆ ไม่ต้องมีแผลผ่าตัดที่ยาว ไม่ต้องเสียเลือดมากมากเหมือนการผ่าตัด และการฟื้นตัวเร็วมากทั้งที่ตอนหักใหม่ต้องนอนบนรถเข็นอย่างเดียวเพราะจะปวดหลังมาก
ข้อเสียวิธีนี้ คือ มีราคาแพงในส่วนของเครื่องมือและบอลลูนใช้ได้แค่ครั้งเดียว และต้องใช้Flu X rayตลอดเวลาที่ทำอยู่ (Flu X ray คือX ray ที่เห็นภาพบนจอทีวีทันที่ในขณะทำ) ซึ่งเครื่องมือนี้ไม่ได้มีในทุกโรงพยาบาล บวกกับต้องทำในมือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านนี้เท่านั้นครับ
New Technique in Kyphon Kyophoplasty จากการสังเกตุและประสบการณ์โดยส่วนตัวแล้วพบว่าเทคนิคที่จะทำให้การรักษาด้วยวิธีนี้ให้ได้ผลดีขึ้นในการรักษา โรคกระดูกสันหลังหักแบบยุบตัวนั้น จะต้องประกอบสิ่งต่างๆเหล่านี้ครับ




อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าวิธีนี้จะปลอดภัยมากในการรักษาระดับหนึ่ง แต่ในความเป็นจริงแล้วก็ไม่มีวิธีใด วิธีหนึ่งที่เหมาะสมกับผู้ป่วยทุกรายครับ จำเป็นต้องปรึกษากับแพทย์ประจำตัวของท่านก่อนครับ และถ้าเป็นไปได้ ควรจะหาทางป้องกันทำให้กระดูกเราแข็งแรงดีกว่าครับ




