
3.สะสมแคลเซียม อย่าให้ขาด
ตั้งแต่แรกเกิดจนคนเรามีอายุ 30 ปี แคลเซียมซึ่งเป็นสารที่สร้างความแข็งแรงให้กระดูก จะถูกดูดซึมเข้าไปสะสมภายในกระดูกทุกส่วน โดยเฉพาะกระดูกที่ใช้งานอย่างข้อเข่าของเรา ถ้าเราสามารถทานแคลเซียมเข้าไป ในรูปของอาหารธรรมชาติทั่วไป เช่น นม เนย ปลาตัวเล็ก และ ยอดผักต่างๆ ในช่วงอายุระหว่างนี้ มนุษย์เราก็จะได้ประโยชน์สูงสุดครับ เพราะอัตราการดูดซึมแคลเซียม จะมากกว่าการสลายออกจนร่างกายสามารถสะสมปริมาณแคลเซียมในกระดูกมากพอที่จะเหลือใช้ในยามที่เราแก่ เฒ่า ชราไป
ผมชอบเปรียบเทียบเหมือนการนำเงินไปฝากธนาคาร ในช่วงก่อนอายุ 30 ปี ที่มีแต่ฝากเข้าไม่มีการถอนออกครับ แต่หลังจากนั้น คือ เมื่อคนเราอายุ 30 ปี เราก็จะได้ความหนาแน่นของกระดูกสูงสุด ตอนนี้และครับ ที่ร่างกายจะเล่นตลกกับเรา คือ จะมีการสลายแคลเซียมออกจากกระดูก เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน มากกว่าการสะสมใหม่ เหมือนกับที่เราจำเป็น ต้องถอนเงินออกจากธนาคารทุกวัน ทีละเล็กละน้อย จนกว่าจะหมด วันไหนใช้มาก ก็สลายมาก เช่น การให้นมบุตร การทำงานหนักๆ สุดท้ายก็เหมือนกับการถอนจนเงินหมดบัญชี ผลก็คือ แคลเซี่มที่เหลืออยู่ไม่พอใช้ วันนั้น ก็จะเป็นวันที่เราถูกวินิจฉัย ว่าเป็นโรคกระดูกบาง ครับ
ในยามที่เร
ามีโอกาสสะสมแคลเซียมเข้าไปในกระดูกขณะที่เรายังเป็นเด็ก โดยการดื่มนม หรือทานอาหารที่มีแคลเซี่ยมสูง แต่เราไม่ได้ใช้โอกาสสำคัญในช่วง อายุก่อน 30 ปี จึงมีผลทำให้ ปริมาณแคลเซี่ยมที่สะสมอยู่ในกระดูกไม่มากพอ บวกกับการที่ร่างกายถอนแคลเซียมออกไปใช้มากๆ อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเพศแม่ ที่จะหมดฮอร์โมนสำคัญตัวหนึ่งในวัยหมดประจำเดือน(อายุ 48-50ปี) มีผลทำให้ ไปเพิ่มอัตราการสลายแคลเซียมออกจากกระดูก มากขึ้นกว่า ปกติถึง สามเท่า เพศแม่จึงมีโอกาสเป็นโรคกระดูกมากกว่าเพศพ่อ โดยเฉลี่ย 2-3 เท่าครับ
แคลเซียมมีความสำคัญในการ รักษาโรคข้อเข่าเสื่อม อย่างมากครับ เพราะถ้าโครงสร้างกระดูกไม่แข็งแรง ก็เปรียบเสมือนเสาคอนกรีตที่ข้างในผุกร่อน กลวงโบ๋อยู่ข้างใน โอกาสที่ข้อเข่าจะทรุด โก่งก็จะมีมากขึ้น ถึงแม้ว่า โรคข้อเข่าเสื่อม จะเป็นเรื่องของการสึกหรอที่ผิวสัมผัสกระดูกอ่อนก็ตามที่ แต่ถ้าเนื้อในที่รองรับการกระแทกของข้อเข่าบางด้วยแล้วละก็ โอกาสที่ข้อเข่าเสื่อมจะลุกลามอย่างรวดเร็วก็จะสูงกว่าคนที่มีคุณภาพกระดูกดีกว่า

ในสมัยก่อน การสาธารณสุขของไทยเราทำพลาดมาแล้วที่คอยปลูกฝังว่า การทานอาหารครบ 5 หมู่ก็เพียงพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องทานยาบำรุงอะไรทั้งสิ้นมาเสริม ผลปรากฎว่า ผู้สูงอายุบ้านเราป่วยเป็นโรคกระดูกพรุนกันมาก จนเราต้องหันหลังแนวความคิดกลับแบบ180 องศา ส่งเสริมยาบำรุงเสริมกระดูกกันมากขึ้น โดยเฉพาะคนที่ไม่สามารถทานแคลเซียมจากอาหารธรรมชาติได้ เช่น บางคนอาจจะแพ้นม หรือ ไม่ต้องการไขมันจากนม ก็ยังมียาบำรุงกระดูกเสริมเข้าไป

มีคำถามอยู่บ่อยๆที่ว่า ถ้าเราทานแคลเซียมเข้าไป หลังจากมีอายุ 30 ปี จะยังมีประโยชน์หรือไม่เพราะ จากที่เราทราบมา ว่า แคลเซียมไม่สามารถเข้าไปสะสมในกระดูกได้อีกหลังจากอายุ 30 ปี คำตอบก็คือ ยังมีประโยชน์อยู่มากนะครับ เพราะ แคลเซียมที่เราทานเข้าไป ในแต่ละวันนั้น จะถูกนำไปใช้ ในกระบวนการเผเผลาญพลังงาน ทำให้ไม่ต้องดูดออกจากเนื้อกระดูกมากนัก บางคนอาจจะต้องใช้มากถึง วันละ 1800 มิลลิกรัม ถ้าเราไม่ทานอะไรเสริมเข้าไปในยามแก่เฒ่าก็เท่ากับ รอเป็นโรคกระดูกบางอย่างเดียวครับ
ยาบำรุงกระดูกในรูปของแคลเซียมถูกพัฒนามากขึ้นเรื่อย ๆ ครับ เช่น การผสมกับวิตามินซี หรือ ดี เพื่อช่วยในการดูดซึมและเพิ่มสารอาหาร แคลเซียมที่เราใช้ทานนั้น ต้องอยู่ในรูปของสารประกอบ ซึ่งมีหลายชนิด มีคุณสมบัติและราคาที่แตกต่างกันไป มี แคลเซียมคารบอเนต หรือ แคลเซียมซิเตรด มีราคาถูก แต่ก็มีปัญหา เรื่องอัตราการดูดซึม ต่ำมากมาก(เพียง 5-10 %) แคลเซียมบางชนิดมีการใช้สารธรรมชาติอื่นมาผสมในรูปของเกลือคลีเลต เช่น แคลเซี่ม แอล ธีโอเนตทำให้การดูดซึมดีขึ้นมากกว่าเดิมหลายเท่า แต่ราคาก็ยังสูงอยู่ ผู้บริโภคก็ต้องคำนวณความคุ้มค่าให้ดีๆครับ
การทานแคลเซียมจะต้องทานตอนท้องว่าง และต้องเคี้ยวก่อนทุกครั้งนะครับ จะช่วยเรื่องการดูดซึมอย่างมาก แคลเซียมที่ละลายน้ำ หรือเป็นเม็ดไม่มีข้อพิสูจน์ชัดเจนครับ ว่า อย่างไหนดีกว่ากัน

บทความที่เกียวข้อง
การดูเเลรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมเเนวใหม่ ตอนที่ 1
การดูเเลรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมเเนวใหม่ ตอนที่ 2
การดูเเลรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมเเนวใหม่ ตอนที่ 3
