
รองช้ำ
รองช้ำ
มีอาการอย่างหนึ่งที่ทุกคนในเมืองใหญ่บนโลกนี้มีโอกาสเป็นเหมือนกัน ขึ้นอยู่ที่ว่าเราจะมีการใช้เท้าของเราหนักหนาเพียงใด และเหมาะสมเพียงใดครับนั่นคือ อาการปวดส้นเท้าจากโรครองช้ำที่ฝ่าเท้า

อาการที่เด่นชัดของโรคนี้จะเกิดขึ้นทุกเช้าที่ผู้ป่วยตื่นขึ้นมา เมื่อใช้เท้าเหยียบพื้นในจังหวะก้าวแรกที่เดิน คนที่มีอาการรองช้ำจะมีอาการปวดบริเวณส้นเท้ามากขึ้นมาทันที จนเดินเขย่งเกร็งกอยไปเข้าห้องน้ำ เมื่อเดินนานขึ้นอาการเจ็บส้นเท้าจะค่อยๆลดลงจนเหมือนไม่ได้เป็นอะไร แต่ทุกครั้งที่หยุดเดิน นั่งนานๆ เวลาจะเดินใหม่อีกครั้งก็จะเริ่มเจ็บที่ส้นเท้ามากเหมือนเดิมตอนเช้า จนดูเหมือนว่าจะไม่มีทางที่จะหายได้ และเมื่ออาการลุกลามมากขึ้น ก็จะมีอาการปวดมากขึ้นอาการก็จะมีลักษณะผิดแปลกไปจากเดิม ตรงที่ว่าเมื่อเดินไปนานๆ จะไม่หายเจ็บเหมือนเก่าแล้ว

สาเหตุ
โรครองช้ำที่กล้ามเนื้อฝ่าเท้านั้น เกิดจากการที่กล้ามเนื้อฝ่าเท้า มีความอ่อนแอมากจนกระทั่งไม่สามารถรับน้ำหนักตัวในชีวิตประจำวันได้ เส้นใยกล้ามเนื้อเกิดการฉีกขาดซ้ำๆที่เดิม จนเป็นรอยแผลเป็น หรือพังผืดที่เส้นใยของกล้ามเนื้อนั้น
ทำไมกล้ามเนื้อฝ่าเท้าที่คนในเองใช้งานอยู่ประจำ จึงเกิดความอ่อนแอขึ้นมาได้ทั้งๆที่คนเราก็เดินทุกวันเหตุผลมีดังนี้ ถึงแม้ว่าคนในเมืองจะใช้เท้าเดินอยู่ทุกวันเหมือนกับคนในชนบท แต่เป็นแค่เพียงการใช้งานเท่านั้นไม่ใช่การบริหาร เนื่องจากการใช้เท้าของคนในเมือง แตกต่างจากคนที่อยู่ในชนบทมากมาย คนในเมืองเดินพื้นที่เเข็งเรียบและการใส่รองเท้าที่พื้นแข็งติดต่อกันหลายชั่วโมง
การที่เท้าของเรา ต้องอยู่ในรองเท้าที่พื้นรองเท้ามีความแข็งตลอดเวลา อย่างน้อยก็ 8 ชั่วโมงต่อวัน กล้ามเนิ้อเล็กๆที่ฝ่าเท้าบางส่วนจึงไม่เคยได้บริหาร จนกระทั้งถึงวันนึงกล้ามเนื้อที่เท้าก็จะอ่อนแอ และวันดีคืนดีเมื่อมีการใช้งานหนักมากๆ กล้ามเนื้อฝ่าเท้าที่ส้นก็จะเกิดการฉีกขาดและอักเสบตามมา เป็นซ้ำไปมาหลายรอบในเมื่อต้นเหตุเกิดจากกล้ามเนื้อฝ่าเท้าที่อ่อนแอลง การหายจากโรคนี้จึงยากมาก ถ้าไม่ฟื้นฟูให้กล้ามเนื้อฝ่าเท้าแข็งแรงขึ้นมา
การรักษา
การทานยาเเก้อักเสบนั้น อาจจะลดอาการเจ็บปวดที่ส้นได้แค่ในระยะแรกเท่านั้น แต่เมื่อทานยาครบ หนึ่งถึงสองสัปดาห์อาการก็จะกลับมาใหม่ครับ การทานยานานๆก็จะมีปัญหาเรื่องของผลข้างเคียงที่อาจจะตามมาเป็นของแถมคือการมีแผลในกระเพาะอาหาร บางคนที่เป็นโรคนี้หลายรอบ การทานยาอาจจะไม่ได้ช่วยลดอาการเจ็บปวด จนจำเป็นต้องฉีดยาที่มีส่วนผสมของสารสเตอรอยด์เข้าไปในจุดที่เจ็บที่สุดของส้นเท้า
การฉีดยาที่มีสารสเตอรอยด์นี้บางคนก็อาจจะกลัว เนื่องจากการรับข้อมูลข่าวสารว่าเป็นยาอันตรายที่มักจะผสมอยู่ในยาแก้ปวดและยาลูกกลอนทั่วไป ในความเป็นจริงยาทุกตัวเป็นสิ่งที่อันตรายหมด ถ้าหากว่ามีการใช้อย่างไม่ถูกวิธีและไม่ได้ใช้โดยผู้เชี่ยวชาญ
แตกต่างจากยารับประทาน จะลดอาการอักเสบของร่างกายได้ทุกส่วนเพราะ หลังจากที่เรารับประทานยาลงไป ก็จะเกิดการย่อยและถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด แต่ยาฉีดตัวนี้ เป็นยาเฉพาะที่ที่จะไปลดอาการอักเสบในพื้นที่ที่เราฉีดไม่เกิน 2-3 ตารางเซนติเมตร และแทบจะไม่ส่งผลต่อร่างกายส่วนอื่นๆ เรียกว่าถ้ามีอาการอักเสบที่จุดอื่นของร่างกายก็จะไม่สามารถลดอาการอักเสบได้ เนื่องจากเป็นยาฉีดที่ออกฤทธิ์เฉพาะจุด แพทย์จึงสามารถนำยาชนิดนี้ไปฉีดในคนไข้ที่ตั้งครรภ์ที่มีอาการเจ็บเเละอักเสบจากรองช้ำได้นั่นก็หมายความว่ายาฉีดชนิดนี้ มีความปลอดภัยพอสมควร
ยาฉีดตัวนี้โดยทั่วไปจะมีฤทธ์ถึง 3 เดือน ถ้ายาหมดฤทธ์แล้วกล้ามเนื้อฝ่าเท้ายังไม่แข็งแรง เราก็จะกลับมาปวดที่ส้นเท้าใหม่
ในบางคนที่ปล่อยให้เป็นอยู่นานก็อาจจจะเกิดหินปูนเข้าไปเกาะที่กระดูกส้นเท้านั้น ทำให้เวลาเดิน จะมีเหมือนหนามแหลมเข้าไปทิ่มตำที่ส้นเท้าตลอดเวลา และถ้าหินปูนหนาและยาวมากขึ้น จนการรักษาวิธีอื่นไม่ได้ผล ก็จำเป็นต้องรักษาโดยการผ่าตัดและใช้เรื่องมือกรอหินปูนเพื่อเอาหินปูนออกเท่านั้น


การรักษาโรครองช้ำโดยการผ่าตัด เป็นการรักษาที่ต้นเหตุของโรคได้ผลดีมาก โดยการผ่าตัดเข้าไปในบริเวณกล้ามเนื้อส้นเท้าที่มีพังผืดแผลเป็น ซึ่งเป็นผลจากการที่มีการอักเสบติดต่อกันเป็นเวลานาน การผ่าตัดจะเข้าไปเลาะพังผืด กรอกระดูกงอกให้หายไป รวมทั้งมีการย้ายตำแหน่งจุดเกาะของกล้ามเนื้อฝ่าเท้า ทำให้หายจากโรค และป้องกันการฉีกซ้ำของกล้ามเนื้อส้นท้า ที่เป็นต้นเหตุของโรครองช้ำ
ผู้ที่เหมาะสมในการรักษา
1.ผู้ป่วยโรครองช้ำเรื้อรัง
2.ผู้ป่วยโรครองช้ำที่มีกระดูกงอกที่ส้นเท้า
3.ผู้ป่วยโรครองช้ำที่ได้รับการฉีดยาสเตอรอยด์มาหลายครั้งแต่ไม่หายขาด
4.ผู้ป่วยโรครองช้ำที่ไม่สามารถทานยาแก้อักเสบติดต่อกันเป็นระยะเวลานานๆ
5.ผู้ป่วยโรครองช้ำที่เริ่มเดินนานๆไม่ได้ เดินตัวโยกมีอาการปวดหลัง

ถ้าไม่อยากผ่าตัดก็ต้องไม่เป็นโรคนี้ เราควรหาเวลาถอดรองเท้าแข็งๆออกจากเท้าของเราไปบ้าง และพยายามลงมาเดินเท้าเปลือยที่พื้นดิน หรือพื้นหญ้าที่มีลักษณะพื้นผิวที่ไม่ค่อยเรียบมากนัก กล้ามเนื้อฝ่าเท้าของท่านก็อาจจะกลับมาแข็งแรงเหมือนเก่า กล้ามเนื้อที่อักเสบทุกวันจากการเดินธรรมดา ก็จะได้มีเวลาพักฟื้น และกลับมาเดินได้ดีเหมือนเก่าทุกเช้าหรือทุกๆวัน


ปมเส้นประสาทนิ้วเท้าอักเสบ กับ รองเท้าส้นสูง
ปมเส้นประสาทนิ้วเท้าอักเสบกับ รองเท้าส้นสูง
คุณสาวๆที่อยากสวย หรืออาจเป็นเพราะหน้าที่การงานบีบบังคับ จึงจำเป็นต้องใส่รองเท้าส้นสูง ปลายรองเท้าแหลมเปี้ยบ อาจจะต้องเสี่ยงผจญภัยกับโรคที่มากับรองเท้าส้นสูงนี้ครับ นั่นคือ ปมประสาทนิ้วเท้าอักเสบ หรือ Morton’s Neuroma เส้นประสาทอักเสบจนกลายเป็นเนื้องอกของเส้นประสาทขึ้นมา

ปมเส้นประสาทนิ้วเท้าอักเสบหรือ Morton ‘s Neuroma จะทำให้เจ้าของเท้ามีอาการปวดมาก เวลาเดินโดยมักเป็นบริเวณโคนนิ้วเท้าที่สามและสี่ เนื่องจากเส้นประสาทบริเวณนี้จะมีขนาดใหญ่กว่าช่องนิ้วอื่นๆ ทำให้ง่ายต่อการกระทบกระเทือน เวลาที่สาวๆใส่รองเท้าแคบๆส้นสูง หรือ กลุ่มที่ไม่ค่อยมีอุ้งเท้าคือมีพื้นเท้าแบนติดพื้นห้องเวลาเหยียบ เส้นประสาทเส้นนี้ก็จะถูกกดทับได้ง่ายขึ้น

เนื่องจากเส้นประสาทเส้นนี้ มีหน้าที่รับความรู้สึก ดังนั้นเวลาถูกกระทบกระเทือนหรือถูกเบียด เจ้าของเท้าจะมีความรู้สึกเสียว เจ็บ เหมือนไฟช็อต ไม่อยากให้ใครมาแตะถูกผิวเท้าบริเวณนี้ โดยเฉพาะด้านใต้ฝ่าเท้า และจะเจ็บมากขึ้นเมื่อเดินไปนานๆ จนเดินต่อไปไม่ไหว ถ้าลองกำและบีบปลายเท้าแรงๆหรือเคาะบริเวณระหว่างโคนนิ้วที่สามและสี่ ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บ เสียว แปล้บ มาที่ปลายนิ้วเท้าทั้งสองและแทบจะจับมือหมอออกไม่ให้มาแตะบริเวณที่อักเสบ
การวินิจฉัย
จำเป็นต้องมีการ X-Ray เพื่อดูรูปร่างของกระดูกเท้า แต่การจะเห็นเส้นประสาทที่อักเสบแล้วบวมขึ้นนั้นจำเป็นต้องมีการทำ MRI (Magnetic Resonance Imaging) หรือการใช้คลื่นแม่เหล็กสแกนภาพแบบสามมิติเพื่อเป็นการยืนยันว่าเป็นโรคนี้จริงๆ
การรักษา
เริ่มตั้งการทานยาเปลี่ยนรูปแบบของรองเท้าที่ดูอาจจะไม่สวยแต่ดีต่อสุขภาพเท้า การฉีดยาลดอาการอักเสบแต่ถ้าเป็นเรื้อรังมานานมักจะไม่ค่อยได้ผลสุดท้ายทางเลือกที่ดีที่สุด คือการผ่าตัดเล็กเอาเส้นประสาทที่เสียหายถาวรไม่ฟื้นคืน จนกลายเป็นเนื้องอกแบบนี้ออกให้หมด


การผ่าตัด
มักจะผ่าจากหลังเท้า มากกว่าใต้ฝ่าเท้าด้วยเหตุผลของความสะอาดในการดูแลแผล การผ่าตัดต้องควบคุมความรู้สึก โดยการบล็อคหลัง (Spinal Anesthesia) หรือให้หลับไปชั่วคราว (General Anesthesia) ใช้เวลาผ่าตัดไม่นานประมาณ 20 -30 นาที หลังผ่าตัดนอนพักสักหนึ่งวันเดินลงน้ำหนักที่ส้น ใช้ไหมละลายเย็บทำให้ไม่ต้องตัดไหม แผลโดนน้ำได้ หลัง 7-10 วันหรือ ปิดพลาสเตอร์กันน้ำไว้
หลังผ่าตัดผู้ป่วยจะหายจากอาการเจ็บเส้นประสาทในทันที และจะไม่รู้สึกบริเวณผิวหนังขอบนิ้วที่สามและสี่ด้วย เพราะไม่มีเส้นประสาทที่รับความรู้สึก เมื่อกาลเวลาผ่านไปผิวหนังบริเวณนี้ อาจจะกลับมารู้สึกได้บ้าง เพราะเส้นประสาทที่อยู่นิ้วข้างเคียงส่งมาเลี้ยง
ก็ต้องเลือกเอาว่าคุณสาวๆ จะยอมเจ็บจนถึงขั้นต้องผ่าตัดเพื่อความสวยหรือไม่เรื่องนี้ หมอเลือกให้ไม่ได้เพราะเป็นความสุขส่วนตัวของสาวๆ ใครก็คงห้ามไม่ได้แล้วล่ะ

