
การรักษากระดูกสันหลังหักด้วยบอลลูน (Kyphoplasty)
เวลาคนสูงอายุที่มีกระดูกพรุนหรือบางล้มลง ก้นกระแทกพื้น แม้ไม่หนักก็อาจทำให้กระดูกสันหลังหัก แบบยุบตัวได้ และทำให้มีอาการหลังโก่งขึ้น ปวดหลังรุนแรง บางรายปวดมากจนไม่ยอมลุกขึ้นเดินอีกเลย ถ้าการรักษาแบบประคับประคองหลัง เช่น โดยการใส่เสื้อประคองหลัง ไม่สามารถทำให้อาการปวดหลังที่รุนแรงคลายอาการปวดลงได้ การรักษาด้วยวิธีใหม่ที่ไม่ต้องผ่าตัด แต่สามารถทำให้กระดูกสันหลังที่หัก ยุบ กลับมาพองตัว เชื่อมกันอย่างรวดเร็ว ภายในเวลาไม่ถึงชั่วโมง ทำให้คนสูงอายุนั้นหายปวด ลุกขึ้นเดินได้ใหม่ กลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีดั่งเดิมอย่างรวดเร็ว เราเรียกวิธีการรักษาแบบนี้ ว่า การรักษากระดูกสันหลังหักด้วยบอลลูน (Kyphoplasty)

กระดูกสันหลังยุบ หัก ย่น โก่ง ต้องทำอย่างไร ?
คนที่มีปัญหา เรื่อง กระดูกสันหลังยุบ ลงมามาก จนหลังโก่งอย่างเห็นได้ชัด มีอาการปวดหลังมาก อาจต้องหาทางรักษาแก้ไข หรือทำการผ่าตัด
เวลาคนเราหกล้ม เอาก้นกระเเทกกับพื้นอย่างรุนเเรง โดยทั่วไปทั้งหมอ เเละผู้ป่วยมักจะไปเพ่งความสนใจอยู่ที่กระดูกก้นกบ ว่ามีการหักหรือไม่ เเต่ในความเป็นจริง เรากลับพบว่า มีการละเลยกระดูกอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งมี ความสำคัญมากกว่า เพราะถ้าไม่ดูแลรักษาให้ถูกต้อง ตั้งแต่ครั้งแรก มักจะส่งผลเสียทำให้เกิดโรคแทรกซ้อน มากมาย บางคนอาจจะถึงขั้นต้องได้รับการผ่าตัดแก้ไข เสียเวลา เสียเงินทองในการรักษามากกว่าเดิมครับ


“ปวดหลัง”ผ่าตัดทางเลือกสุดท้าย ตอนที่ 1
“ปวดหลัง” ผ่าตัดทางเลือกสุดท้าย ตอนที่ 1
มีถึง 12 วิธี หรือ 12แนวทางการปฏิบัติตัวครับ ที่จะป้องกันหรือหลีกเลี่ยง ไม่ให้โรคปวดหลังนั้นลุกลามไปทำร้ายเส้นประสาทหลัง อันเป็นต้นเหตุที่สำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยต้องถูกผ่าตัดหลังหมดโอกาสที่จะรักษาด้วยวิธีอื่น เป็น 12 วิธี ที่ได้มาจากการรวบรวมข้อมูลของผู้ป่วยที่มีอาการปวดหลัง แต่ปฏิบัตตัวไม่ถูกต้องเพราะความเข้าใจผิด ดื้อ ทำตามเพื่อนผู้หวังดี แต่ไม่มีความรู้ และไม่ทำตามคำแนะนำของแพทย์ผู้รักษา


จากสถิติทางการแพทย์เราพบว่า ในช่วงชีวิตของคนทุกคน ตั้งแต่เด็กจนกระทั้งแก่เฒ่า จะมีโอกาสปวดหลังชนิดรุนแรงอย่างน้อยก็หนี่งครั้งในชีวิตครับ แต่ก็เป็นหนึ่งครั้งที่มีความสำคัญมาก เพราะถ้าเราดูแล รักษาไม่ถูกวิธีตั้งแต่ครั้งแรก โอกาสที่โรคปวดหลังจะเรื้อรัง และลุกลามก็จะมีสูงขึ้น จนกระทั่งรักษาด้วยยาไม่หาย และ สุดท้ายก็ต้องถูกผ่าตัดหลัง
อาการปวดหลังชนิดรุนแรงนั้น จะมีลักษณะเฉพาะ ที่เวลาเกิดขึ้นแล้ว ตัวจะแข็ง หลังจะแข็ง ไม่สามารถเดิน หรือยืนได้นานๆ เวลาเผลอเอี้ยวตัว หรือก้มหลัง เพียงเล็กน้อย ก็จะเสียวแปล้บ เจ็บ หรือปวดอย่างรุนแรง ต้องเดินตัวแข็งเหมือนหุ่นยนต์ บางคน อาจจะมีอาการเจ็บเสียวลงไปถึงขา เหมือนใครมาฉีกกล้ามเนื้อ มีอาการชาที่ต้นขา หรือน่องตามมาด้วย
กระดูกสันหลังของคนเราก็เหมือนกับเสากระโดงของเรือใบ โดยที่มีเชือกขึงตึงอยู่ทั้งสองข้าง เส้นเขือกที่ขึงตึงอยู่ข้างเสากระโดงเรือก็คือกล้ามเนื้อที่ประคองกระดูกสันหลัง ต้นเหตุที่เกิด มักจะเกิดจากการอักเสบของกล้ามเนื้อหลังมัดนี้อย่างรุนแรง โดยจะเป็นกับกล้ามเนื้อหลังชั้นใน ที่มีหน้าที่คอยประคับประคองกระดูกสันหลัง (Paraspinal Muscles) อยู่สองข้าง กล้ามเนื้อมัดนี้มีความสำคัญมากครับ เพราะเนื่องจากการที่กล้ามเนื้อมัดนี้อยู่ใกล้ชิดกระดูกสันหลัง จึงมีหน้าที่คอยป้องแรงกระแทกที่จะเกิดขึ้นที่หมอนรองกระดูกสันหลัง แต่คนบางคนปล่อยปละละเลย ไม่ได้หมั่นดูแลกล้ามเนื้อมัดนี้ให้แข็งแรงอยู่อย่างสม่ำเสมอ ทำให้เกิดความอ่อนแอของกล้ามเนื้อมัดนี้ (Paraspinal Muscles) เมื่อมีแรงมากระแทกที่หลังมาก และผิดจังหวะ เช่น ก้มหลังยกของหนัก ไอ หรือจามอย่างรุนแรง เอี้ยวตัวผิดจังหวะ โอกาสที่กล้ามเนื้อมัดนี้จะบาดเจ็บ และมีการอักเสบก็จะมีสูงขึ้น บางครั้งก็รุนแรงมากจนกระทั่งผลักให้หมอนรองกระดูกเคลื่อนออกมาทับเส้นประสาทที่อยู่ข้างเคียง เกิดอาการปวดหลังชนิดที่มีอาการของการอักเสบของเส้นประสาทร่วมด้วย
อาการปวดหลังที่มีต้นเหตุที่เกิดจากเส้นประสาทที่มาจากกระดูกสันหลังและลงมาเลี้ยงขานั้น จะมีลักษณะที่แตกต่างจากการอักเสบของกล้ามเนื้อเพียงอย่างเดียว ดังนี้ครับ

- อาการปวด โดยที่ความรู้สึกปวดนั้นไม่ได้อยู่ที่หลังอย่างเดียว แต่จะลามมาที่แก้มก้น ต้นขา หรือน่อง
ข้างใดข้างหนึ่ง และมักจะไม่ย้ายข้าง ปวดขาข้างใด ก็จะปวดข้างนั้นตลอด - อาการชา โดยจะมีอาการชา สองแบบครับ แบบแรกจะมีความรูสึกชาชนิดที่ไวต่อความรู้สึกเร็วขึ้น Hypersensitive Feeling) ลักษณะที่ชาจะคล้ายกับที่เรานั่งทับขาจนเกิดอาการเหน็บชา เหมือนเข็มตำหรือมดไต่ที่ขา เมื่อเป็นมากขึ้น ก็จะชาแบบไวต่อความรู้สึกน้อยลง (Hyposensitive Feeling) ความรู้สึกที่
ผิวหนังจะเหมือนกับว่า ชั้นผิวหนังจะหนาขึ้น เมื่อมีเข็มตำ จะไม่ค่อยรู้สึกถึงความแหลม จะมีอาการชาเป็นหย่อมๆ ไม่ใช่ทั้งขา เช่น ชาที่ต้นขาเป็นวงกว้างเท่าลูกมะนาว และอาจจะลุกลามขยายเป็นวงใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ - อาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อขา เท้าเดินขาอาจจะกะเผลก เดินแล้วเข่า หรือ ข้อเท้าทรุด ล้มเองบ่อยๆ เดินสะดุดปลายเท้าง่าย ถ้าสังเกตดีๆ จะพบว่า กล้ามเนื้อของขาข้างใดข้างหนึ่งอาจจะมีขนาดลีบ เล็กลงกว่าอีกข้าง โดยที่ระยะนี้เป็นระยะที่ผู้ป่วย ปล่อยให้โรคนี้เรื้อรัง จนลุกลาม ทำร้ายเซลประสาทมากเกินไป กระแสประสาทที่ส่งลงมาเลี้ยงและกระตุ้นกล้ามเนื้อขาน้อยลงติดต่อกันเป็นระยะเวลานานๆ กล้ามเนื้อเมื่อไม่สามารถบีบ รัดหดตัว หรือเคลื่อนไหว ขนาดของ
เส้นใยกล้ามเนื้อจึงลดลงครับ - อาการสุดท้าย คือ การสูญเสียระบบประสาทอัตโนมัติที่เส้นประสาทหลังนั้นควบคุมอยู่ เช่น การกลั้นปัสสาวะ หรืออุจจาระไม่ได้ เหงื่อตามผิวหนังออกน้อยลง ถ้าเราปล่อยให้เป็นถึงระยะนี้โอกาสที่จะรักษา แล้วจะหายกลับมาปกติเหมือนเก่าก็จะมีน้อยมากครับ

