
ทำไมต้องใส่แผ่นรองฝ่าเท้าปรับโครงสร้าง !?
ทำไมต้องใส่รองเท้าปรับโครงสร้าง !?
ในปัจจุบันเมื่อคนเรามีอายุยืนยาวขึ้น เราก็คงยังอยากจะใช้ร่างกายเราเดินเหินไปไหนมาไหนได้ตามใจที่ปรารถนา แต่โรคทางกระดูกหลายโรค เช่น ข้อเสื่อม ปวดหลัง หมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อนทับเส้นประสาท ปวดคอ โรคทางเท้า และอื่นๆ กลับเป็นอุปสรรคสำคัญ
โรคทางกระดูกเหล่านี้มีหลายสาเหตุ
สาเหตุหนึ่งที่หลายคนมักมองข้าม รวมทั้งแพทย์ที่รักษาเพราะให้ความสนใจเพียงเฉพาะจุดที่เป็นปัญหา สาเหตุที่แอบซ่อนนั้น คือโครงสร้างร่างกายไม่สมดุลมานาน โครงสร้างร่างกายที่ไม่สมดุลมีหลายอย่าง ตั้งแต่เท้าแบน เท้าปุก เดินเท้าบิดใน เท้าบิดนอก ข้อเท้าเอียง เข่าโก่ง หรือเข้าชนแบบเป็ดมากเกินไป สะโพก เอว เอียง มุมข้อต่อสะโพกเอียง ขาสั้นยาวไม่เท่ากัน หลังคด เอียง หลังค่อม เดินเอียง เอวบิด ไหล่ตก คอเอียง ปวดคอเนื้อรัง คอแข็งตรง และอื่นๆอีกมากมาย การปรับโครงสร้างร่างกายมีทั้งแบบผ่าตัดและไม่ผ่าตัด โดยวิธีการใช้รองเท้าปรับโครงสร้างร่างกายเฉพาะบุคคลจาก Smiling Foot and Shoe Center ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน
ขั้นตอนการทำรองเท้าปรับโครงสร้างเฉพาะบุคคล Genuine Custom Made Body Balancing shoe and insole มี 4 ขั้นตอนหลักดังนี้
1.พบแพทย์เพื่อตรวจโครงสร้างจากศัลยแพทย์กระดูกและข้อผู้มีประสบการณ์ในการผ่าตัดแก้ไขโครงสร้างมากกว่า 20 ปี
2.เช็คโครงสร้างโดย Full digital X-Ray ,3D cameraในบางราย วัดมุมกระดูกสันหลัง เชิงกราน ข้อเข่า และความสูง
3.วิเคราะห์ปัญหาและรวบรวมข้อมูลโดยศัลยแพทย์กระดูกและข้อ ออกมาเป็นสเป็คของรองเท้า หรือแผ่นรองเท้า
4.พบผู้เชี่ยวชาญทางด้านรองเท้า โดยมีการวัดรูปเท้า เพื่อสร้างตรงสเป็คของศัลยแพทย์กระดูกและข้อ และติดตามผลการรักษาอย่างต่อเนื่อง


การใส่รองเท้าปรับโครงสร้างเฉพาะบุคคล ร่างกายจะกลับมามีโครงสร้างที่ดีมากกว่าเก่า สามารถใช้ได้กับคนทุกวัย ไม่เว้นแม่แต่ผู้สูงอายุ หลีกเลี่ยงโรคทางกระดูกได้หลายรูปแบบเช่น ข้อเข่าเสื่อม กระดูกสันหลังคด ปวดหลังปวดคอเรื้อรัง รองเท้าจะช่วยถนอมโครงสร้างให้ใช้ได้ตราบนานเท่านาน


รองช้ำ
รองช้ำ
มีอาการอย่างหนึ่งที่ทุกคนในเมืองใหญ่บนโลกนี้มีโอกาสเป็นเหมือนกัน ขึ้นอยู่ที่ว่าเราจะมีการใช้เท้าของเราหนักหนาเพียงใด และเหมาะสมเพียงใดครับนั่นคือ อาการปวดส้นเท้าจากโรครองช้ำที่ฝ่าเท้า

อาการที่เด่นชัดของโรคนี้จะเกิดขึ้นทุกเช้าที่ผู้ป่วยตื่นขึ้นมา เมื่อใช้เท้าเหยียบพื้นในจังหวะก้าวแรกที่เดิน คนที่มีอาการรองช้ำจะมีอาการปวดบริเวณส้นเท้ามากขึ้นมาทันที จนเดินเขย่งเกร็งกอยไปเข้าห้องน้ำ เมื่อเดินนานขึ้นอาการเจ็บส้นเท้าจะค่อยๆลดลงจนเหมือนไม่ได้เป็นอะไร แต่ทุกครั้งที่หยุดเดิน นั่งนานๆ เวลาจะเดินใหม่อีกครั้งก็จะเริ่มเจ็บที่ส้นเท้ามากเหมือนเดิมตอนเช้า จนดูเหมือนว่าจะไม่มีทางที่จะหายได้ และเมื่ออาการลุกลามมากขึ้น ก็จะมีอาการปวดมากขึ้นอาการก็จะมีลักษณะผิดแปลกไปจากเดิม ตรงที่ว่าเมื่อเดินไปนานๆ จะไม่หายเจ็บเหมือนเก่าแล้ว

สาเหตุ
โรครองช้ำที่กล้ามเนื้อฝ่าเท้านั้น เกิดจากการที่กล้ามเนื้อฝ่าเท้า มีความอ่อนแอมากจนกระทั่งไม่สามารถรับน้ำหนักตัวในชีวิตประจำวันได้ เส้นใยกล้ามเนื้อเกิดการฉีกขาดซ้ำๆที่เดิม จนเป็นรอยแผลเป็น หรือพังผืดที่เส้นใยของกล้ามเนื้อนั้น
ทำไมกล้ามเนื้อฝ่าเท้าที่คนในเองใช้งานอยู่ประจำ จึงเกิดความอ่อนแอขึ้นมาได้ทั้งๆที่คนเราก็เดินทุกวันเหตุผลมีดังนี้ ถึงแม้ว่าคนในเมืองจะใช้เท้าเดินอยู่ทุกวันเหมือนกับคนในชนบท แต่เป็นแค่เพียงการใช้งานเท่านั้นไม่ใช่การบริหาร เนื่องจากการใช้เท้าของคนในเมือง แตกต่างจากคนที่อยู่ในชนบทมากมาย คนในเมืองเดินพื้นที่เเข็งเรียบและการใส่รองเท้าที่พื้นแข็งติดต่อกันหลายชั่วโมง
การที่เท้าของเรา ต้องอยู่ในรองเท้าที่พื้นรองเท้ามีความแข็งตลอดเวลา อย่างน้อยก็ 8 ชั่วโมงต่อวัน กล้ามเนิ้อเล็กๆที่ฝ่าเท้าบางส่วนจึงไม่เคยได้บริหาร จนกระทั้งถึงวันนึงกล้ามเนื้อที่เท้าก็จะอ่อนแอ และวันดีคืนดีเมื่อมีการใช้งานหนักมากๆ กล้ามเนื้อฝ่าเท้าที่ส้นก็จะเกิดการฉีกขาดและอักเสบตามมา เป็นซ้ำไปมาหลายรอบในเมื่อต้นเหตุเกิดจากกล้ามเนื้อฝ่าเท้าที่อ่อนแอลง การหายจากโรคนี้จึงยากมาก ถ้าไม่ฟื้นฟูให้กล้ามเนื้อฝ่าเท้าแข็งแรงขึ้นมา
การรักษา
การทานยาเเก้อักเสบนั้น อาจจะลดอาการเจ็บปวดที่ส้นได้แค่ในระยะแรกเท่านั้น แต่เมื่อทานยาครบ หนึ่งถึงสองสัปดาห์อาการก็จะกลับมาใหม่ครับ การทานยานานๆก็จะมีปัญหาเรื่องของผลข้างเคียงที่อาจจะตามมาเป็นของแถมคือการมีแผลในกระเพาะอาหาร บางคนที่เป็นโรคนี้หลายรอบ การทานยาอาจจะไม่ได้ช่วยลดอาการเจ็บปวด จนจำเป็นต้องฉีดยาที่มีส่วนผสมของสารสเตอรอยด์เข้าไปในจุดที่เจ็บที่สุดของส้นเท้า
การฉีดยาที่มีสารสเตอรอยด์นี้บางคนก็อาจจะกลัว เนื่องจากการรับข้อมูลข่าวสารว่าเป็นยาอันตรายที่มักจะผสมอยู่ในยาแก้ปวดและยาลูกกลอนทั่วไป ในความเป็นจริงยาทุกตัวเป็นสิ่งที่อันตรายหมด ถ้าหากว่ามีการใช้อย่างไม่ถูกวิธีและไม่ได้ใช้โดยผู้เชี่ยวชาญ
แตกต่างจากยารับประทาน จะลดอาการอักเสบของร่างกายได้ทุกส่วนเพราะ หลังจากที่เรารับประทานยาลงไป ก็จะเกิดการย่อยและถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด แต่ยาฉีดตัวนี้ เป็นยาเฉพาะที่ที่จะไปลดอาการอักเสบในพื้นที่ที่เราฉีดไม่เกิน 2-3 ตารางเซนติเมตร และแทบจะไม่ส่งผลต่อร่างกายส่วนอื่นๆ เรียกว่าถ้ามีอาการอักเสบที่จุดอื่นของร่างกายก็จะไม่สามารถลดอาการอักเสบได้ เนื่องจากเป็นยาฉีดที่ออกฤทธิ์เฉพาะจุด แพทย์จึงสามารถนำยาชนิดนี้ไปฉีดในคนไข้ที่ตั้งครรภ์ที่มีอาการเจ็บเเละอักเสบจากรองช้ำได้นั่นก็หมายความว่ายาฉีดชนิดนี้ มีความปลอดภัยพอสมควร
ยาฉีดตัวนี้โดยทั่วไปจะมีฤทธ์ถึง 3 เดือน ถ้ายาหมดฤทธ์แล้วกล้ามเนื้อฝ่าเท้ายังไม่แข็งแรง เราก็จะกลับมาปวดที่ส้นเท้าใหม่
ในบางคนที่ปล่อยให้เป็นอยู่นานก็อาจจจะเกิดหินปูนเข้าไปเกาะที่กระดูกส้นเท้านั้น ทำให้เวลาเดิน จะมีเหมือนหนามแหลมเข้าไปทิ่มตำที่ส้นเท้าตลอดเวลา และถ้าหินปูนหนาและยาวมากขึ้น จนการรักษาวิธีอื่นไม่ได้ผล ก็จำเป็นต้องรักษาโดยการผ่าตัดและใช้เรื่องมือกรอหินปูนเพื่อเอาหินปูนออกเท่านั้น


การรักษาโรครองช้ำโดยการผ่าตัด เป็นการรักษาที่ต้นเหตุของโรคได้ผลดีมาก โดยการผ่าตัดเข้าไปในบริเวณกล้ามเนื้อส้นเท้าที่มีพังผืดแผลเป็น ซึ่งเป็นผลจากการที่มีการอักเสบติดต่อกันเป็นเวลานาน การผ่าตัดจะเข้าไปเลาะพังผืด กรอกระดูกงอกให้หายไป รวมทั้งมีการย้ายตำแหน่งจุดเกาะของกล้ามเนื้อฝ่าเท้า ทำให้หายจากโรค และป้องกันการฉีกซ้ำของกล้ามเนื้อส้นท้า ที่เป็นต้นเหตุของโรครองช้ำ
ผู้ที่เหมาะสมในการรักษา
1.ผู้ป่วยโรครองช้ำเรื้อรัง
2.ผู้ป่วยโรครองช้ำที่มีกระดูกงอกที่ส้นเท้า
3.ผู้ป่วยโรครองช้ำที่ได้รับการฉีดยาสเตอรอยด์มาหลายครั้งแต่ไม่หายขาด
4.ผู้ป่วยโรครองช้ำที่ไม่สามารถทานยาแก้อักเสบติดต่อกันเป็นระยะเวลานานๆ
5.ผู้ป่วยโรครองช้ำที่เริ่มเดินนานๆไม่ได้ เดินตัวโยกมีอาการปวดหลัง

ถ้าไม่อยากผ่าตัดก็ต้องไม่เป็นโรคนี้ เราควรหาเวลาถอดรองเท้าแข็งๆออกจากเท้าของเราไปบ้าง และพยายามลงมาเดินเท้าเปลือยที่พื้นดิน หรือพื้นหญ้าที่มีลักษณะพื้นผิวที่ไม่ค่อยเรียบมากนัก กล้ามเนื้อฝ่าเท้าของท่านก็อาจจะกลับมาแข็งแรงเหมือนเก่า กล้ามเนื้อที่อักเสบทุกวันจากการเดินธรรมดา ก็จะได้มีเวลาพักฟื้น และกลับมาเดินได้ดีเหมือนเก่าทุกเช้าหรือทุกๆวัน


ปมเส้นประสาทนิ้วเท้าอักเสบ กับ รองเท้าส้นสูง
ปมเส้นประสาทนิ้วเท้าอักเสบกับ รองเท้าส้นสูง
คุณสาวๆที่อยากสวย หรืออาจเป็นเพราะหน้าที่การงานบีบบังคับ จึงจำเป็นต้องใส่รองเท้าส้นสูง ปลายรองเท้าแหลมเปี้ยบ อาจจะต้องเสี่ยงผจญภัยกับโรคที่มากับรองเท้าส้นสูงนี้ครับ นั่นคือ ปมประสาทนิ้วเท้าอักเสบ หรือ Morton’s Neuroma เส้นประสาทอักเสบจนกลายเป็นเนื้องอกของเส้นประสาทขึ้นมา

ปมเส้นประสาทนิ้วเท้าอักเสบหรือ Morton ‘s Neuroma จะทำให้เจ้าของเท้ามีอาการปวดมาก เวลาเดินโดยมักเป็นบริเวณโคนนิ้วเท้าที่สามและสี่ เนื่องจากเส้นประสาทบริเวณนี้จะมีขนาดใหญ่กว่าช่องนิ้วอื่นๆ ทำให้ง่ายต่อการกระทบกระเทือน เวลาที่สาวๆใส่รองเท้าแคบๆส้นสูง หรือ กลุ่มที่ไม่ค่อยมีอุ้งเท้าคือมีพื้นเท้าแบนติดพื้นห้องเวลาเหยียบ เส้นประสาทเส้นนี้ก็จะถูกกดทับได้ง่ายขึ้น

เนื่องจากเส้นประสาทเส้นนี้ มีหน้าที่รับความรู้สึก ดังนั้นเวลาถูกกระทบกระเทือนหรือถูกเบียด เจ้าของเท้าจะมีความรู้สึกเสียว เจ็บ เหมือนไฟช็อต ไม่อยากให้ใครมาแตะถูกผิวเท้าบริเวณนี้ โดยเฉพาะด้านใต้ฝ่าเท้า และจะเจ็บมากขึ้นเมื่อเดินไปนานๆ จนเดินต่อไปไม่ไหว ถ้าลองกำและบีบปลายเท้าแรงๆหรือเคาะบริเวณระหว่างโคนนิ้วที่สามและสี่ ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บ เสียว แปล้บ มาที่ปลายนิ้วเท้าทั้งสองและแทบจะจับมือหมอออกไม่ให้มาแตะบริเวณที่อักเสบ
การวินิจฉัย
จำเป็นต้องมีการ X-Ray เพื่อดูรูปร่างของกระดูกเท้า แต่การจะเห็นเส้นประสาทที่อักเสบแล้วบวมขึ้นนั้นจำเป็นต้องมีการทำ MRI (Magnetic Resonance Imaging) หรือการใช้คลื่นแม่เหล็กสแกนภาพแบบสามมิติเพื่อเป็นการยืนยันว่าเป็นโรคนี้จริงๆ
การรักษา
เริ่มตั้งการทานยาเปลี่ยนรูปแบบของรองเท้าที่ดูอาจจะไม่สวยแต่ดีต่อสุขภาพเท้า การฉีดยาลดอาการอักเสบแต่ถ้าเป็นเรื้อรังมานานมักจะไม่ค่อยได้ผลสุดท้ายทางเลือกที่ดีที่สุด คือการผ่าตัดเล็กเอาเส้นประสาทที่เสียหายถาวรไม่ฟื้นคืน จนกลายเป็นเนื้องอกแบบนี้ออกให้หมด


การผ่าตัด
มักจะผ่าจากหลังเท้า มากกว่าใต้ฝ่าเท้าด้วยเหตุผลของความสะอาดในการดูแลแผล การผ่าตัดต้องควบคุมความรู้สึก โดยการบล็อคหลัง (Spinal Anesthesia) หรือให้หลับไปชั่วคราว (General Anesthesia) ใช้เวลาผ่าตัดไม่นานประมาณ 20 -30 นาที หลังผ่าตัดนอนพักสักหนึ่งวันเดินลงน้ำหนักที่ส้น ใช้ไหมละลายเย็บทำให้ไม่ต้องตัดไหม แผลโดนน้ำได้ หลัง 7-10 วันหรือ ปิดพลาสเตอร์กันน้ำไว้
หลังผ่าตัดผู้ป่วยจะหายจากอาการเจ็บเส้นประสาทในทันที และจะไม่รู้สึกบริเวณผิวหนังขอบนิ้วที่สามและสี่ด้วย เพราะไม่มีเส้นประสาทที่รับความรู้สึก เมื่อกาลเวลาผ่านไปผิวหนังบริเวณนี้ อาจจะกลับมารู้สึกได้บ้าง เพราะเส้นประสาทที่อยู่นิ้วข้างเคียงส่งมาเลี้ยง
ก็ต้องเลือกเอาว่าคุณสาวๆ จะยอมเจ็บจนถึงขั้นต้องผ่าตัดเพื่อความสวยหรือไม่เรื่องนี้ หมอเลือกให้ไม่ได้เพราะเป็นความสุขส่วนตัวของสาวๆ ใครก็คงห้ามไม่ได้แล้วล่ะ


เข่าโก่ง หรือ ขาโก่ง และ เข่ากาง หรือ ขากาง ในเด็ก ตอนที่ 1
การใส่รองเท้าที่ปรับโครงสร้างได้ เป็นการ รักษาเข่าโก่งในเด็ก วิธีใหม่ โดยการทำรองเท้า หรือพื้นรองเท้าปรับโครงสร้างทั้งระนาบ มุม และความยาวของขาเฉพาะกับเด็กคนนั้น สามารถทำตั้งแต่เด็กเริ่มหัดเดินเป็นต้นไป จนเข้าสู่วัยชรา


เข่าโก่ง หรือ ขาโก่ง และ เข่ากาง หรือ ขากาง ในเด็ก ตอนที่ 2
ปัญหาเด็กเข่าโก่งหรือขาโก่ง และ เข่ากางหรือขากางเป็นปัญหาที่พบได้บ่อย ซึ่งมีทั้งที่โก่ง กางแบบธรรมชาติ สามารถหายโก่ง หายกางได้เอง โดยไม่ต้องรักษา รูปร่างเข่าจะกลับมาตรงเองเมื่ออายุมากขึ้น แต่ก็มีที่เข่าโก่ง หรือกางมากและเป็นถาวรจนกระทั่งเข้าสู่วัยรุ่น ก่อก็ให้เกิดความไม่สวยงาม
อย่างไรเรียก ขาโก่ง เข่าโก่ง ขากาง หรือ เข่ากาง
เข่าโก่ง หรือ ขาโก่ง หมายถึง เวลาเรายืนตรง รูปร่างของขาสองข้างจะมีลักษณะโก่งออกเป็นรูปตัวโอ (O) โดยช่องว่างของเข่าสองข้างจะมากกว่า ช่องว่างของข้อเท้า โดยลูกบอลลูกเล็ก ๆ สามารถวิ่งรอดระหว่างขาได้เลยครับ

เข่ากาง หรือ ขากาง หมายถึง เวลาเรายืนตรง รูปร่างของขาสองข้างจะมีลักษณะเข่าชนกัน โดยเมื่อพิจารณาดูรูปร่างทั้งขาจะเหมือนตัว เอ็กซ์ (X)
รูปร่างเข่าที่ผิดปกติของเด็กจะมีผลเสียไหม ?

ปัญหาเด็กเข่าโก่งหรือขาโก่ง และ เข่ากาง หรือ ขากางเป็นปัญหาที่พบได้บ่อย ซึ่งมีทั้งที่โก่ง กางแบบธรรมชาติ สามารถหายโก่ง หายกางได้เอง โดยไม่ต้องรักษา รูปร่างเข่าจะกลับมาตรงเองเมื่ออายุมากขึ้น แต่ก็มีที่เข่าโก่ง หรือกางมากและเป็นถาวรจนกระทั่งเข้าสู่วัยรุ่น ก่อก็ให้เกิดความไม่สวยงาม ใส่กางเกงขาสั้น กระโปรงสั้น หรือ กางเกงรัดรูปก็จะเห็นรูปร่างที่ผิดปกติได้ชัด ถ้ามีปัจจัยลบเสริมในด้านอื่น ๆ เช่น น้ำหนักเกิน กล้ามเนื้อหัวเข่าอ่อนแอ ก็จะทำให้ปวดเข่าง่าย อาจทำให้มีเข่าเสื่อมก่อนวัยอันควร และเร็วกว่าปกติ การดูแลและรักษาเข่าโก่งหรือ ขาโก่ง และ เข่ากาง หรือ ขากาง ตั้งแต่วัยเด็ก จึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากต่อการเจริญเติบโตและรูปร่างของขาหรือเข่าครับ
การเปลี่ยนแปลงของรูปร่างของขา หรือเข่าสองข้างในเด็กที่กำลังเจริญเติบโต

รูปร่างของขา หรือเข่าของเด็กนั้นไม่คงที่ตั้งแต่เด็กเกิดมาครับ จากการศึกษา เราพบว่า เด็กแรกเกิดขาหรือเข่าจะมีรูปร่างที่โก่ง ไม่ตรงก่อนครับ โดยเด็กแรกคลอดจะมีเข่าโก่งมากที่สุด มีมุมระหว่างกระดูกต้นขา และหน้าแข้ง (Tibiofemoral Angle) ที่เราเรียกว่า มุมเข่าโก่งในบางคนมากถึง 15 องศา แต่ข่าวดีก็คือ มุมเข่าโก่งนี้จะค่อย ๆ ลดลงเมื่อเด็กค่อย ๆ โตขึ้น
จนเมื่อเด็กอายุราว 2 ปี รูปร่างของขา หรือ เข่าก็จะดูตรงเป็นธรรมชาติ แต่เดี๋ยวก่อนครับ รูปร่างของขาเด็กยังไม่หยุดเปลี่ยนแปลงแค่นั้น เพราะหลังจาก 2 ขวบ ขาหรือเข่าของเด็กก็จะเริ่มกางขึ้น โดยจะค่อย ๆ กางออกมากขึ้นเรื่อย ๆ จนเต็มที่เมื่อเด็กมีอายุราว 3 ขวบ โดยบางคนอาจจะมีมุมเข่ากางมากเท่ากับมุมเข่าโก่งตอนแรกคลอดก็ได้ครับคือ ที่ประมาณ 12-13 องศา
สุดท้ายเมื่อเด็กโตขึ้นอีกหน่อย รูปร่างของขา หรือเข่าที่กางนี้จะค่อย ๆ ลดลง กางน้อยลงเหลือไม่กี่องศาในช่วง 6-7 ปี จนมองเห็นเหมือนขาเด็กหรือเข่าเด็กจะมีรูปร่างตรงอีกครั้งหนึ่ง และขาหรือเข่าจะมีรูปร่างกางเล็กน้อยคงที่แบบนั้นจนกระทั่งเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ ก่อนจะเริ่มมีเข่าโก่งอีกที ก็อาจจะมีอายุมากถึง 70 ปีไปแล้วเนื่องจากเป็นข้อเข่าเสื่อมครับ

พ่อแม่เด็ก ตลอดจนญาติผู้ใหญ่ที่มาช่วยเลี้ยงเด็กแทนพ่อแม่ยุคใหม่บางคนที่ไม่มีเวลา เมื่อเห็นลูกเข่าโก่งหรือขาโก่ง และ ขากางหรือเข่ากาง โดยที่ไม่ทราบพัฒนาการจากที่อธิบายดังกล่าวก็อาจจะมีความกังวล ว่า บุตรหลานของตัวเองที่มีรูปร่างขาที่งอผิดปกตินี้ถาวร ไม่ยอมหาย และจะเป็นมากขึ้น
ผมขอแนะนำให้จับหลักง่าย ๆ ตรงนี้ครับ ดูที่อายุเด็กก่อนนะครับ ถ้าไม่ถึง 2 ปี รูปร่างเข่าที่โก่งนั้นอาจจะเป็นรูปร่างที่ปกติได้ แต่ถ้าเด็ก อายุเกิน 2 ปี หรือใกล้ 2 ปี ยังดูเข่าโก่งมากอยู่ ก็ต้องรีบไปพบแพทย์เป็นการด่วนครับ

ถ้าอายุเกิน 2-3 ปี เด็กมีรูปร่างขาหรือเข่าที่กางออกมาก ๆ ก็ยังไม่ต้องกังวล รออีกปี สองปี รูปร่างขาก็อาจจะกลับมาตรงขึ้น กางน้อยลงแล้วรูปร่างขาก็จะกลับมาปกติได้
ไม่แน่ใจว่าลูกตัวเองรูปร่างขาปกติหรือไม่?
แต่สำหรับคนที่ไม่แน่ใจก็มีวิธีง่ายกว่านั้นครับ คือ พาเด็กไปพบคุณหมอกระดูกด้านนี้ และก็ต้องขอร้องไว้อย่างหนึ่งครับ พยายามอย่าไปขู่เด็กเวลาที่เด็กดื้อนะครับ ว่าเดี๋ยวให้หมอฉีดยา เพราะเด็กจะกลัวหมอมาก จนหมอตรวจเด็กไม่ได้ แตะต้องตัวไม่ได้เลย ซึ่งจะทำให้ได้ข้อมูลจากการตรวจน้อยลง
ทำไม ? รูปร่างของเด็กถึงมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

มีการอธิบายหลายทฤษฎีครับ เช่น ทฤษฎีของแรงกดที่ตัวสร้างความยาวกระดูกหน้าแข้ง ในเด็กแรกคลอดทุกคนจะมีเข่าโก่งก่อน พอเริ่มจะหัดเดินในช่วงแรกที่ลงน้ำหนักเดินนั้น รูปร่างของเข่าก็จะโค้งออกด้านนอก ยิ่งเวลาเดินก็จะเห็นชัดมากขึ้น เพราะเข่าข้างเดียวจะต้องรับน้ำหนักทั้งตัว ทำให้ฐานของฝ่าเท้าทั้งสองข้างจะแคบลงครับ การเดินของเด็กก็จะไม่มั่นคง ดังนั้นในเด็กที่เริ่มจะหัดเดินใหม่ จึงพยายามเดินกางขาให้ระยะห่างของฝ่าเท้ากว้าง ๆ นัยว่าจะทำให้ มั่นคงกว่า ไม่ล้มง่าย ส่งผลให้แรงกดที่จุดที่สร้างความยาวกระดูกของขาด้านข้างมากกว่าด้านใน ทำให้จุดที่การสร้างกระดูกเข่า และขาให้ยาวขึ้นด้านในที่ไม่ถูกกดมากมีความอิสระมากกว่าสามารถสร้างความยาวได้ดีกว่า แน่นอนครับ ย่อมส่งผลให้มีรูปร่างของเข่าและขากางออกมากขึ้นเรื่อย ๆ จนอายุ 2 ปี รูปร่างทั้งขาก็จะดูตรง และหลังจากอายุ 2 ปี การสร้างความยาวของจุดที่สร้างยังคงเป็นแบบนี้อยู่อีกสักระยะเวลาหนึ่ง จึงส่งผลให้เข่า และขาเด็กเริ่มเข่ากางมากขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงอายุ 4 ปี

จนการสร้างความยาวของจุดที่สร้างของสองฝั่งของเข่าสมดุลกัน ตลอดจนกล้ามเนื้อของขาที่ใช้ในการเดินพัฒนามากขึ้น รูปร่างเข่าที่กางก็จะค่อยลดลง และ หลังอายุ 6-7 ปีมุมของหัวเข่าก็จะมีการเปลี่ยนแปลงน้อยมาก แต่พออายุ 25 ปี ถ้าดูแลสุขภาพเข่าไม่ดีพอ มนุษย์ก็จะมีเข่าโก่งเพิ่มขึ้นvและถ้าไม่ดูแลรักษาจนอายุมากขึ้น ก็อาจจะส่งผลทำให้มีเข่าโก่งก่อนวัย และมีอาการปวดเข่าง่าย เข่าเสื่อมง่ายได้ครับ

อีกทฤษฎีหนึ่ง เป็นเรื่องของแรงดึงของกล้ามเนื้อขาทั้งด้านในและด้านนอก เป็นทฤษฎีจากหมอกระดูกเด็กที่มีชื่อเสียงท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นอาจารย์ของผู้เขียนเอง โดยปัจจุบันท่านได้เกษียณตัวเองในการทำงานไปแล้ว (รองศาสตราจารย์ นพ.ไพรัช ประสงค์จีน) ท่านเชื่อในช่วงที่เด็กเริ่มหัดเดินใหม่ ๆ จะพยายามกางขาทั้งสองข้างให้ฐานของฝ่าเท้ากว้างขึ้นเพื่อความมั่นคง การทำแบบนั้นย่อมส่งผลทำให้กล้ามเนื้อที่ใช้ในการเดินด้านนอกออกแรงดึงกระดูกหัวเข่ามากกว่ากล้ามเนื้อขาและเข่าด้านใน ขณะที่เด็กกำลังยกขาออกก้าวเดิน และลงน้ำหนักเหยียบพื้นแต่ละข้าง จนทำให้เข่ากางออกมากขึ้นเรื่อย ๆ ครับ
พ่อแม่ของเด็ก ตลอดจนญาติผู้ใหญ่ที่มีความกังวล ว่า เด็กตัวน้อย ๆ จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่เข่าโก่งหรือไม่ก็อาจจะจำเป็นที่ต้องพาเด็กมาให้หมอตรวจครับ โดยคุณหมอก็ตรวจสอบอายุ มีการวัดมุมของหัวเข่า ดูการเดินของเด็ก และอาจตรวจอย่างอื่นเพิ่มเติม บางคนก็จำเป็นต้อง X-Ray เพื่อดูรูปร่างของส่วนที่สร้างความยาวกระดูก ว่ามีความผิดปกติหรือไม่ โดยเฉพาะในเด็กที่มีอายุเกิน 2 ปีไปแล้วที่เข่ายังโก่งอยู่ และอาจจะต้องมีการนัดตรวจทุก 6 เดือน จนกว่าเด็กจะมีรูปร่างของเข่าที่ปกติตามเกณฑ์ของอายุครับ
ในบางรายที่เป็นโรคเข่าโก่งตั้งแต่เล็ก ๆ ซึ่งมักจะเป็นในเด็กบางเชื้อชาติ และน้ำหนักตัวมาก ๆ ก็จำเป็นต้องแก้ไขตั้งแต่เนิ่น ๆ ครับ อย่าไปรอนานเกินไป เพราะจะไม่ทันการณ์

RELATED ARTICLES
เข่าโก่ง หรือ ขาโก่ง และ เข่ากาง หรือ ขากาง ในเด็ก ตอนที่ 1
เข่าโก่ง หรือ ขาโก่ง และ เข่ากาง หรือ ขากาง ในเด็ก ตอนที่ 2



